InterBoosters

@ Siam soi 6

Screen Shot 2019-05-30 at 4.01.56 PM.png
  • Facebook
  • YouTube
  • ig
  • Twitter
  • Follow Us

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการสอบ SAT

และเคล็ดลับการเพิ่มคะแนน SAT ด้วยตัวเอง 

  • ข้อสอบ SAT คืออะไร?  

ข้อสอบ SAT (ชื่อเดิม Scholastic Aptitude Test หรือ the Scholastic Assessment Test) เป็นข้อสอบที่นักเรียนม.ปลายในไทยส่วนใหญ่สอบเพื่อยื่นเข้าคณะอินเตอร์ในไทย หรือเรียนต่อระดับปริญญาตรีต่างประเทศทั่วโลก (โดยเฉพาะใน US) ข้อสอบ SAT วัดทักษะ 2 วิชา ได้แก่ อังกฤษและเลข โดยมีการเปิดสอบในไทยปีละ 4 ครั้ง** (มีนา,พฤษภา,ตุลา,ธันวา) ค่าสมัครสอบในไทย $100.50 (ประมาณ 3,300 บาท) ไม่รวมค่า late fee $29 สำหรับคนที่สมัครก่อนวันสอบประมาณ 1 เดือนหรือน้อยกว่า สถานที่สอบคือตามโรงเรียนอินเตอร์ต่างๆมีให้เลือกหลายที่ สมัครสอบได้ที่ website collegeboard
 

 **จำนวนครั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีเพราะ collegeboard เพิ่งลดรอบสอบในปี 2018**

  • ควรสอบ SAT เมื่อไหร่? ควรเตรียมตัวล่วงหน้านานเท่าไหร่?
    เนื่องจากคะแนน SAT เก็บไว้ได้ 2 ปี ดังนั้นน้องที่วางแผนว่าจะเข้าคณะอินเตอร์ที่ต้องใช้คะแนน SAT สามารถสอบตอนม.5 หรือ grade 11 ให้คะแนนเป็นที่พอใจและเก็บคะแนนไว้ยื่นได้เลย ดังนั้นพี่คิดว่าเวลาที่เหมาะสมต่อการเตรียมตัวเพื่อการสอบ SAT คือตอนม.4 หรือ grade 10 ทั้งนี้ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปตามความสามารถของบุคคล เพราะน้องที่เรียนอินเตอร์มาตั้งแต่เด็ก อาจเตรียมตัวสอบตอนม. 5และสอบให้คะแนนสูงเลยในปีนั้นก็เป็นไปได้ แต่น้องที่พื้นฐานภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง พี่คิดว่าม.4 คือช่วงเวลาที่เลทสุดที่จะเริ่มเตรียมตัวสำหรับ SAT โดยเฉพาะน้องที่อยากเข้าคณะยอดฮิตอย่าง BBA EBA ISE BALAC ควรเตรียมตัวเรื่องภาษาอังกฤษตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าพื้นฐานไม่แข็งแรงใช้เวลาปูนานพอสมควรถึงจะทำข้อสอบ SAT ให้คะแนนเกิน 600 นะจ้ะ

  • SAT กับ SAT subject tests ต่างกันยังไง? ข้อสอบ SAT มีสองแบบ คือ

    1. SAT -- พี่ขอเรียกว่า SAT ธรรมดา เพราะมันไม่มีอะไรติดสอยห้อยท้าย ซึ่งตอนไปสอบจะประกอบไปด้วย 2 วิชา คือ เลขกับอังกฤษ แยกสอบแค่วิชาเดียวไม่ได้ คะแนนเต็ม 1600 (เลขเต็ม 800, อังกฤษเต็ม 800) คณะส่วนใหญ่ใช้คะแนน SAT นี้กัน โดยSATเปิดสอบในไทยปีละ 4 ครั้ง (มีนา,พฤษภา,ตุลา,ธันวาตามตารางด้านบน แต่อาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีต้องเช็คจากเว็ป collegeboard)  

    2. SAT subject tests เป็นวิชาอื่นๆนอกเหนือจากเลขและอังกฤษ มีหลายวิชาให้เลือก เช่น sat math 1, sat math 2, ฟิสิกส์, เคมี และอื่นๆอีกมากมายย น้องสามารถสอบได้ทีละ 3 วิชา วิชาละ $22 (แต่มีค่า SAT subject Registration อยู่แล้ว $26 และค่าสอบนอกประเทศ US อีก $53) โดยน้องๆควรจะเช็คดู requirements ของคณะและมหาลัยที่น้องจะเข้าว่าใช้คะแนน SAT ธรรมดาอย่างเดียว หรือใช้ SAT subject tests ด้วย เช่น คณะวิศวะอินเตอร์ จุฬา ต้องสอบ subject tests 3 ตัวคือ sat math 2, ฟิสิกส์, เคมี และต้องสอบ SAT ธรรมดาด้วย มีบางคนสมัครผิดไปสมัคร sat math 1 ซึ่งเค้าไม่ได้ใช้นะจ้ะ 

    ** น้องที่ต้องสอบทั้ง SAT และ SAT Subject Tests ควรวางแผนการสอบให้ดี เพราะบางเดือนมีเปิดสอบพร้อมกันทั้ง SAT และ SAT Subject Tests แต่เราสามารถเลือกสอบแค่อย่างเดียวต่อการสอบในเดือนนั้น จึงควรสอบ SAT ให้ได้ดีก่อน เพราะรอบเปิดน้อยกว่า เช่น เดือน October December มีเปิดทั้ง SAT และ SAT subject tests ก็อาจจะสอบ SAT ในสองเดือนนี้ แล้วค่อยไปสอบ SAT subject tests เดือน June หรือ November ที่เค้าเปิดแค่ SAT subject tests อย่างเดียว เพื่อไม่เป็นการลดรอบสอบ SAT ของตัวเอง (ก็มันเปิดแค่ปีละ 4 ครั้งอ่านะ)

     

  • ข้อสอบ SAT เป็นยังไง ยากไหม? 

SAT อังกฤษ แบ่งออกเป็นสองพาร์ท ได้แก่ พาร์ท Reading 5 Passages (65 นาที 52 ข้อ) + พาร์ท Writing ซึ่งจริงๆวัดแกรมม่า ไม่ได้ให้เขียน essay (35 นาที 44 ข้อ) คะแนนรวมกันสองพาร์ท 800 คะแนนReading ทุกครั้งน้องจะได้อ่าน 1. literature หรือนิยายตัดมาตอนนึง อันนี้เด็กไทยจำนวนมากมีปัญหา มักตีความเรื่องผิดไปไกล เพราะเรื่องราวมักไม่ค่อยมี action และเป็นการอธิบายความคิดความรู้สึกตัวละครมากกว่า น้องจึงต้องจับโทนอารมณ์ของเรื่องจากคำที่เค้าให้เก่งๆ 2. science บทความวิทยาศาสตร์ อันนี้เด็กสายวิทย์บางคนอาจบอกว่าง่ายเพราะบางครั้งเจอเรื่องที่เคยเรียนแล้ว แต่เด็กสายศิลป์อาจมีปัญหาได้ โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ คนออกข้อสอบสามารถเอามาออกทุกแขนง 3. history/social studies ซึ่งมักออกเป็น speech ในสมัยก่อน หรือเรื่องทั่วไป เช่น พฤติกรรมสัตว์ ทุกครั้งจะมี graph/chart ให้เราตีความไปพร้อมกับอ่านเรื่อง 1-2 passages และมี paired passages ด้วยอีก 1 เรื่อง 

SAT เลข แบ่งออกเป็น 2 พาร์ท คือพาร์ทที่ไม่ให้ใช้เครื่องคิดเลข 25 นาที 20 ข้อ และพาร์ทที่ให้ใช้เครื่องคิดเลขได้ 55 นาที 38 ข้อ รวมกันสองพาร์ท 800 คะแนน  เนื้อหาออก4หัวข้อใหญ่ตาม diagram ด้านบนเลย

1. Heart of Algebra – หัวข้อนี้ออกสอบเยอะสุด 33% ของข้อสอบทั้งหมดแน่ะ พี่ว่าเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดด้วย เย้! จริงๆมันคือ Linear ทั้งหมดนั่นแหละ ไมว่าจะเป็นแก้สมการเส้นตรง1ตัวแปร ระบบสมการเส้นตรง2ตัวแปร อสมการเส้นตรง การตีความค่าคงที่ในสมการ/อสมการการแก้โจทยปัญหาการวาดกราฟเส้นตรงระบบสมการ+อสมการทุกสิ่งอย่างที่เป็นเส้นตรงคือหัวข้อน้ีออกทั้งพาร์ท calculator และ NO calculator ซึ่งถ้าออกพารท์ Cal ก็จิ้มโลด

2. Problem solving and Data Analysis – ออก29% แต่อยู่ในพาร์ท calculator ทั้งหมด เพราะฉะนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การคิดเลขเลย แค่รู้เนื้อหาให้ครบก็ทำได้หมดแระ หัวข้อที่ออกก็จะเป็นพวกโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับอัตราส่วน, เปอรเ์ซ็นต์,ให้ตารางข้อมูล ให้กราฟแปลกๆให้ scatterplot มาแล้วก็ถามนู่นถามนี่ ส่วนมากมองๆแล้วคิดเลขนิดหน่อยก็ตอบได้เลย, ความน่าจะเป็นที่ใช้ใ้นชีวิตจริง (ไมน่ากลัวเหมือนความน่าจะเป็นที่เรียนตามหลักสูตรม.ปลาย), สถิติพื้นฐานที่เราเคยเรียนกันมาเกือบหมดแล้ว, พวกค่าเฉลี่ย, มัธยฐาน, histogram, dot plot, box-plot, confidence interval อะไรแบบน้ี แล้วก็มีทฤษฎทางสถิตินิดหน่อย เช่น การเก็บข้อมูลที่ดี การวิเคราะห์ข้อมูล การเปรียบเทียบข้อมูลหลายๆชุด เป็นต้น จริงๆนี่เป็นหัวข้อที่เนื้อหาไม่เยอะ เพราะแทบไม่มีสูตรต้องจำ แต่ต้องมีความอดทนในการอ่านโจทย์ยาวๆนิดนึง น้องๆก็อย่าไปท้อเวลาเจอตัวอักษรเยอะๆเนอะ หาสาระสาคัญให้เจอก็จะทำได้เต็มไม่ยาก

3. Passport to Advanced Math – ออก28% อยู่ทั้งในพาร์ท cal และ No cal แบบครึ่งๆ ชื่อบทเหมือนจะยากแต่ไม่ยากหรอก ส่วนมากก็จะเป็น Nonlinear ไมว่าจะเป็นสมการกำลังสอง, กาลังสาม, กราฟพาราโบลา, exponential, โจทย์ปัญหา nonlinear, การตีความค่าคงท่ีในสมการ, แก้สมการติดรูท ติดยกกำลัง ติดเศษส่วน, พหุนาม, กราฟ, ฟังก์ชั่น, transformation ต่างๆ เป็นต้น หัวข้อน้ีเด็กสายวิทย์ส่วนมากจะชอบเพราะไม่ต้องอ่านโจทย์ภาษาองักฤษอะไรยาวๆ จำสูตรได้ ใส่สูตรจบ! แต่ถ้าจำสูตรไม่ได้ก็จบเช่นกัน...

4. AdditionalTopics – ออก10% คือประมาณ6ข้อ หลายคนถามว่าทิ้งเลยได้มั้ยหัวข้อน้ี ก็ถ้าน้องมั่นใจใน3หัวข้อข้างบนแล้วคิดว่าจะเอาคะแนนแค่700ก็พอ ก็ตามใจ555 แต่ก็ไม่แนะนำนะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องยาก6ข้อนี่ก็ประมาณ50-80คะแนนเลย ตอนยื่นคะแนนเข้ามหาลัย 10คะแนน ก็เป็นตัวตัดสินเลยว่าจะติดหรือไม่ติด จะเป็นสำรองที่ถูกเรียกหรือรอเก้อ ดังนั้นอย่าทิ้งเลย ส่วนเนื้อหาช่ือหัวข้อ Additional topics แต่จริงๆมันคือ Geometry นั่นแหละ = เรขาคณิตทั้งหลาย หามุมเส้นรูปเหลี่ยมทั้งงหลาย พื้นท่ีความคล้ายวงกลมตรีโกณมิติรูป3มิติ ปริมาตรอะไรพวกเน้ีย บวกกับเรื่องจำนวนเชิงซ้อนอีกข้อสองข้อ เรียนกันมาเกือบหมดแล้วตั้งแต่ม.ต้น ไม่ยากเกินความสามารถเราหรอก 

          เด็กไทยส่วนมากได้คะแนนSAT อังกฤษอยู่ที่ 400 ปลายๆ - 500 ต้นๆ ถ้าเป็นเด็กอินเตอร์ส่วนใหญ่จะได้อยู่ที่ 600 กว่า (เต็ม 800) ฉะนั้นพี่ว่า SAT อังกฤษยากอยู่สองเรื่อง ความยากแรกอยู่ที่การทำไม่ทัน (โดยเฉพาะคนที่สอบครั้งแรกๆทำไม่ทันกันเยอะมาก จึงควรเผื่อตัวเองให้มีการสอบครั้งที่ 2,3 ด้วย) คนที่ทำทันอาจ ไม่ใช่คนที่อ่านเร็วที่สุด แต่คือคนที่มีเทคนิคการทำที่ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้การฝึกฝนพอสมควรถึงจะโปร ความยากที่สองคือเรื่องภาษาอังกฤษ เนื่องจาก SAT เป็นข้อสอบที่ออกแบบมาให้เด็กอินเตอร์และฝรั่งสอบด้วย แน่นอนว่าจะทำให้ได้คะแนนสูงทักษะภาษาอังกฤษต้องแน่นมากๆ ทั้งศัพท์ที่เป็นทางการ บทความที่ยาวและเนื้อหาค่อนข้างยาก เช่น นิยายที่ให้อ่านจะเป็นนิยายเก่าๆ เนื้อหา abstractๆ, speech ของประธานาธิบดีในอดีตอาจมีเรื่องราวการเมือง หรือความขัดแย้งในสังคมที่น้องต้องพอรู้จักบ้าง, ให้อ่านบทความเกี่ยวกับเซลล์ เกี่ยวกับอวกาศอย่างละเอียด เป็นต้น พี่จึงขอแนะนำให้น้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เพราะการพัฒนาภาษาสกิลสูงขนาดนี้ไม่สามารถทำได้ใน 2-3 เดือน ยกเว้นว่าน้องจะเรียนอินเตอร์หรืออีพีมาแต่เด็ก 

         สำหรับ SAT MATH --  แน่นอนว่าเลขอินเตอร์นั้นง่ายกว่าข้อสอบของภาคไทย ยิ่งถ้าน้องเป็นเด็กสายวิทย์พี่ก็ดีใจด้วยจ้ะ 555 แต่ความยากอย่างแรกของน้องสายวิทย์คือต้องอ่านโจทย์เลขเป็นภาษาอังกฤษได้ด้วย ความยากที่สองคือคะแนนต้องสูงเปรต เพราะการเข้าคณะยอดฮิตในไทย เช่น BBA, EBA, ISE เลขคือต้องเกือบเต็ม (700-750อัพ) ถึงจะมีสิทธิ์แข่งขัน ฉะนั้นต้องอย่าโดนข้อสอบหลอกหรือตอบผิดข้อง่ายๆ การฝึกทำโจทย์เยอะๆและวิเคราะห์ตัวเองอย่างถูกต้องช่วยได้ 

อ่านไปอาจไม่เข้าใจ ลองทำดูเลยจะได้รู้

ตัวอย่างข้อสอบ SAT Jan 2017

เฉลย SAT Jan 2017 และคำนวณคะแนน

 

  • ต้องได้คะแนน SAT raw score เท่าไหร่ถึงจะได้ 650?

          น้องสามารถเทียบคะแนนตัวเองได้จากตารางนี้ (คะแนน raw score คือด้านสีฟ้า) เช่น ถ้าน้องทำ reading ได้ 39 ข้อ น้องจะได้จริง 32 คะแนน + ถ้าน้องทำ writing ได้ 35 ข้อ น้องจะได้จริง 32 คะแนน   แล้วเอาคะแนนจริงสองอันมาบวกกัน 32+32 = 64 คูณ 10 = 640 คะแนนเต็ม 800 นั่นเอง  แต่การคิดคะแนนแต่ละรอบของ SAT ขึ้นอยู่กับ curve คะแนนโดยรวมด้วย (ประมาณว่าถ้าข้อสอบรอบนี้คนส่วนมากทำได้เยอะ การได้ 64 คะแนนของน้อง อาจคิดเป็นคะแนนจริงเพียง 600 คะแนน) แต่ก็เทียบคะแนนจากตารางนั้นได้คร่าวๆแหละ :)

 

  • การสมัครสอบ SAT ทำยังไง?


       

ในกรณีที่น้องสมัครเลทททททสุดๆจนมันไม่ขึ้นให้กด register ของเดือนนั้นแล้ว  น้องสามารถสอบวันที่น้องต้องการได้ด้วยการเลือกกดสมัครของเดือนอื่นไปก่อน พอถึงหน้าที่ต้องเลือกโรงเรียน ก็ให้กด select a different test date แล้วก็ย้อนกลับไปเลือกวันที่มันไม่ขึ้นเนี่ยแหล่ะจ้า แต่แน่นอนว่าค่าสอบแพงกว่าปกติ ฉะนั้นพยายามวางแผนล่วงหน้าและไม่สมัครเลทจะเป็นอันดีที่สุด

  • Fee waiver คืออะไร?
            ตอนที่น้องสมัครมันจะมีถามว่าน้องมี fee waiver ไหม ให้ตอบ no จ้ะ เพราะว่า fee waiver คือการยกเว้นค่าธรรมเนียมการสอบในกรณีที่น้องเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินของเด็ก US เท่านั้นจ้ะ คนไทยไม่เกี่ยว เช่น เป็น homeless, เป็น orphan, พ่อแม่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ ไรพวกนี้

     

  • Question-and-Answer Service ควรสั่งเพิ่มไหม?
            หากน้องสอบในประเทศไทย น้องควรสั่งอย่างยิ่งในเดือน May เท่านั้นจ้ะ (ราคา $18) เพราะ Question-and-Answer Service จะให้ชุดคำถามและคำตอบ SAT ที่น้องตอบในข้อสอบรอบนั้นๆผ่านทางออนไลน์ (คือดูได้จากเว็ป collegeboard นั่นเอง) ทำให้น้องได้เห็นตัวเองชัดเจนว่าเราตอบพลาดเพราะอะไร และเรื่องไหนที่เราผิดเยอะเป็นพิเศษ ระดับความยากของข้อนั้น easy - medium - hard เหมาะแก่การวิเคราะห์ตัวเองเพื่อการพัฒนาต่อไป แต่ถ้าน้องสั่งเดือนอื่นมันจะไม่มีคำถามให้เราจ้ะ ให้แต่คำตอบ ฉะนั้นพี่ว่ามันเปลืองตังเปล่า แต่ถ้าน้องสอบใน US (สำหรับเด็กแลกเปลี่ยน) น้องสามารถสั่งบริการคำถามคำตอบนี้ได้ในเดือน March กับ October ด้วยจ้ะ

     

  • เตรียมตัวสอบ SAT อย่างไรดี? 
             คือมันไม่มีวิธีที่ตายตัว แต่ถ้าเป็นพี่พี่จะฝึกทำข้อสอบจริงสักฉบับก่อนเลย เพื่อให้รู้แนวข้อสอบที่ถูกต้องด้วยตัวเอง ไม่ต้องมัวฟังคนอื่นว่าแนวเล่มไหนตรงไม่ตรง ทำข้อสอบตอนแรกอาจยังไม่ต้องจับเวลาเป๊ะมาก (แต่คงไม่ใช่ทำฉบับเดียวทั้งวันทั้งคืน 555) ถ้าคำนวณคะแนนแล้ว SAT Verbal ได้ 450-550 แสดงว่าน้องพื้นฐานอังกฤษไม่แน่นเท่าที่ควร ควรหาคนช่วยหรือทำแบบฝึกหัดแยกเรื่องจำนวนมากก่อนตะลุยโจทย์ข้อสอบจริง  ถ้าคะแนน 600 นิดๆขึ้นไปแสดงว่าน้องมีพื้นภาษาอังกฤษที่ดี สามารถพัฒนาได้ด้วยการตะลุยโจทย์ SAT และวิเคราะห์ข้อที่ตัวเองผิดอย่างละเอียด บางคนทำเองได้หรือให้คนช่วยวิเคราะห์ก็จะพัฒนาเร็วขึ้น 

     

    สำหรับคนที่ชอบเตรียมตัวเอง พี่ก็แนะนำซื้อแนวข้อสอบมาทำเอง collegeboard ก่อนเลยเล่มแรก แล้วที่เหลือจะ barron, princeton, erica, panda, ise เลือกเลยตามใจชอบ (แต่อย่าไปซื้อผิดซื้อฉบับที่เก่าเกินไปล่ะ แนวมันจะไม่ตรง) ไม่มีแนวเล่มไหนตรงที่สุด วิธีเลือกหนังสือคือเลือกที่คำอธิบายคำตอบละเอียดๆเข้าไว้ หรือเลือกเล่มที่มีแบบฝึกหัดแยกเรื่องเรื่องที่เราไม่ถนัด โดยเฉพาะ part writing 
     

  • ทำยังไงคะแนน SAT ก็ไม่ขึ้น ทำไงดี?
    P'Mint: ใจเย็นก่อน นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก น้องอาจจะตะลุยแนวข้อสอบครบทุกเล่มแล้วแต่คะแนนขึ้นน้อยมาก สาเหตุหนึ่งเป็นไปได้ว่าน้องพยายามทำสิ่งที่ข้ามขั้นเกินไป แล้วการตะลุยโจทย์เยอะมากๆแล้วคะแนนไม่ขึ้นสักทีพี่กลัวว่ามันจะทำให้น้องท้อซะก่อน สิ่งที่จะทำให้คะแนนขึ้นคือน้องต้องวิเคราะห์ตัวเองเป็นว่าน้องอ่อนจุดไหน และอุดรูรั่วตรงนั้นให้ได้ และต้องทำใจรับให้ได้ว่าบางครั้งรูรั่วบางจุดของเรามันใหญ่ต้องใช้เวลาอุดนาน ไม่มี quick fix ไม่มีเคล็ดลับภายใน 1 เดือน เช่น ถ้าน้องอ่านแล้วตีความผิดไปจากเรื่องโดยสิ้นเชิง การฝืนตะลุยโจทย์ SAT อันใหม่ไปเรื่อยๆมันอาจจะไม่ช่วยให้คะแนนขึ้นมาก น้องควรปูพื้นฐานคำศัพท์ หรือแกรมม่า หรือสกิลรีดดิ้งพื้นฐานสักระยะก่อนแล้วค่อยกลับไปตะลุยโจทย์ SAT อีกที พี่เองตอนที่ทำข้อสอบ SAT แรกๆก็รู้สึกว่ามันยากมากๆ (สมัยพี่คือ sat เก่า ซึ่งมีพาร์ทคำศัพท์ยากๆ) สิ่งที่ทำไม่ใช่ฝืนทำข้อสอบไปเรื่อยๆแล้วค่อยเปิดดิกไปเรื่อยๆ เพราะไม่งั้นคงต้องเปิดดิกทุกข้อทุกประโยค พี่คงเผาหนังสือทิ้งซะก่อน555 แต่พี่ไปซื้อหนังสือศัพท์ sat มานั่งท่องสักระยะ พอกลับไปทำข้อสอบก็ทำได้มากขึ้น มีกำลังใจเปิดดิกจนกระทั่งสุดท้ายพาร์ทที่ไม่ถนัดนี้ก็ทำได้เต็มตลอด ช่วง NEW SAT ออกมาใหม่ๆ พอพี่ทำ writing แล้วก็รู้สึกว่ามีกฎหลายข้อที่เราไม่รู้ ก็ไปฝึกแยกเฉพาะส่วนนั้นอย่างเดียว คะแนนก้สูงขึ้น แล้วค่อยไปตะลุยโจทย์เก็บข้อยกเว้นที่เราไม่รู้จนกระทั่งสอบได้พาร์ทนี้เต็ม ฉะนั้นการทำให้คะแนนขึ้นบางครั้งมันคือการถอยห่างจากข้อสอบ SAT สักนิด ไปอุดจุดอ่อนของตัวเองก่อน แต่ถ้าน้องเหลือเวลาน้อยแล้วน้องยิ่งต้องรู้ว่ารูไหนใหญ่ไปอุดยาก ควรจะช่างมัน และรูไหนที่ใช้เวลาอุดน้อยสุดก็เอาเวลาไปทุ่มกับรูนั้น เช่น เรื่องเครื่องหมาย colon semicolon comma dash ออกหลายข้อใน sat writing กฎมีอยู่ไม่เยอะ ควรจะทำแบบฝึกหัดจนกว่าจะทำเรื่องนี้ได้เต็ม

    P'Muew: เอาจริงพี่แทบไม่เคยเจอใครสอบ SAT MATH แล้วคะแนนลดลงเลยนะ SAT MATH เป็นอะไรที่อัพคะแนนง่ายที่สุดล้าวว จากไม่ถึง500 กลายเป็น700อัพ ได้ไม่ยากถ้าน้องเรียนรู้ถูกวิธี เอาจริงๆพี่อยากให้น้องตั้งเป้าไว้ที่700ตั้งแต่เริ่มต้นเลย. ถ้าทำได้แล้ว ก็ขยับเป้าต่อไปเป็น800เต็ม! “We aim above the mark to hit the mark” พี่ไม่ได้กล่าว Ralph Emerson กล่าว อยากได้700อัพต้องทำยังไง?
    1. น้องต้องรู้สูตรและเนื้อหาทั้งหมดที่ SAT ออกสอบ ทั้งหมดดดจริงๆ - SAT ไม่เคยออกเกินที่บอกไว้ เพราะฉะนั้นถ้ารู้สูตรครบ ทำได้ทุกข้อแน่นอน
    2. ฝึกทำโจทย์แบบแยกเรื่องก่อน เป็นการทบทวนเนื้อหาและสูตรไปในตัวด้วย ทำแบบนี้จะทำให้เราอ่านโจทย์แล้วปิ๊งเลยว่านี่เรื่องไหน ต้องใช้สูตรไหน
    3. ฝึกตะลุยโจทย์รวมแล้วดูจุดอ่อนตัวเอง ผิดเรื่องไหนบ่อย? โดนหลอกรึเปล่า? ทำไม่ทันกี่ข้อ? รีบเกินจนพลาดข้อง่ายๆ? จำสูตรผิดรึเปล่า? ชอบบวกลบเลขผิด? บางคนที่เห็นคือชอบกดเครื่องคิดเลขผิด! ทำไมมมม การฝึกทำโจทย์เยอะๆจะทำให้เราเห็นข้อสอบแนวแปลกๆเยอะขึ้นด้วย ลดความน่าจะเป็นในการไปเจอแบบเซอร์ไพรส์ในห้องสอบจริง
    4. พี่เห็นน้องบางคนฝึกทำโจทย์เยอะมาก พอทำเสร็จแล้วแค่ตรวจนับคะแนน แต่ไม่ดูเฉลยข้อที่ตัวเองผิด!!!!! เห้ยยยย อันนี้เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงมากกกกก ทำแบบนี้คะแนนไม่ขึ้นแน่ๆ เราฝึกเพื่อที่จะหาข้อผิดแล้วรู้วิธีที่ถูกก่อนไปเจอของจริงนะ ไม่ได้ฝึกเพื่อมานั่งชื่นชมข้อที่ตัวเองทำถูกก ผิดเรื่องไหนบ่อยๆก็ไปหาโจทย์เรื่องนั้นมาทำเยอะๆเลย เอาให้โปร โปรดศึกษาข้อที่ผิดจนรู้แจ้งเห็นจริง!
    5. อีกพวกคือฝั่งตรงข้าม ตรวจแล้วดูข้อผิดแต่ไม่นับคะแนน \ไปจับคู่กะเพื่อนข้อ3มะะ - อันนี้ไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่การเก็บสถิติคะแนนตัวเองจะได้ทำให้เราเห็นว่าเราพัฒนาขึ้นแค่ไหนแล้ว ใกล้ถึงเป้าหมายรึยัง ความแปรปรวนของคะแนนเยอะมั้ย อะไรแบบนี้ ยิ่งถ้าฝึกแล้วคะแนนไม่เพิ่มสักที อันนี้ต้องรีบหาวิธีแก้ด่วน เป็นไปได้ว่าเราอาจจะยังรู้เนื้อหาไม่ครบ ซึ่งการตะลุยโจทย์แบบนี้พี่ว่าไม่เวิร์คนะ ควรกลับไปเรียนเนื้อหาให้เป๊ะก่อนจะดีกว่า
    6. อีกอย่างคือเรื่องกดเครื่องคิดเลข น้องควรกดให้เป็นทุกแบบ ไม่ว่าจะบวกลบธรรมดา sin cos tan แก้สมการทุกแบบ ต้องกดให้ไวและแม่นยำ เพราะในห้องสอบเวลามีค่าทุกวินาที!
    7. สุดท้ายสำคัญที่สุด ถ้าจะเอา800 >> สติ! Sat math ไม่ใช่ข้อสอบยาก แค่ชอบหลอกเล็กๆน้อยๆ ถ้าน้องตื่นเต้น ไม่มีสติ โดนหลอกข้อง่ายๆ คะแนน700อัพอาจจะเป็นไปได้ แต่800เต็มนั้นท่าจะยาก วิธีฝึกเองง่ายๆคือจับเวลาทำเองที่บ้าน ห้ามโกงนะ เอาให้เหมือนสอบจริงเลย ห้ามใครกวน เปิดโหมด do not disturb ที่มือถือ ทำบ่อยๆ วันสอบจริงจะได้มีสมาธิ สติมา ปัญญาเกิด คะแนนพุ่งระเบิด เปิดประตูสู่คณะในฝัน

     

  • วันสอบ SAT ควรเอาอะไรไปบ้าง? ต้องทำอะไรบ้าง?
            เมื่อถึงวันสอบ SAT สิ่งที่ต้องเอาไปคือ บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต, ดินสอ 2b, ยางลบ, ใบสอบ sat ที่ปริ้นท์จากเว็ป (ที่มีรูปหน้าเรา), เครื่องคิดเลข, น้ำ, อาหารว่างเล็กน้อย (บางที่สอบกินได้ช่วงพัก) และสติจ้าาา ไปถึงสถานที่สอบสักประมาณ 7.30 น. เมื่อไปถึงแล้วมองหาครูที่นั่งที่โต๊ะ เราก็ต่อแถวยื่นใบสมัครสอบกับบัตรประชาชนให้เค้าเช็คชื่อ แล้วเค้าก็จะติ๊กชื่อเรา พร้อมกับเขียนที่นั่งหรือรหัสตัวเลขบนกระดาษใบสมัครยื่นคืนให้เรา เราก็รอจนกว่าจะถึงเวลาสอบ 8.00 เค้าจะเรียกว่าเราได้ไปสอบห้องไหน เค้าจะเรียกเป็น number 0-50 , 51-100 ไรงี้จ้ะ ก็ไปนั่งที่ๆเค้ากำหนดให้ พวกกระเป๋าสัมภาระบางที่จะให้วางไว้หน้าห้องสอบ (ก็อย่าเอาเงินไปเยอะละกันเผื่อหาย) บางทีเอาไว้ข้างตัวได้เลย (ขวดน้ำบางที่ก็เอาวางไว้ข้างตัวได้เลยนะ ถามอาจารย์คุมสอบก็ได้ถ้าไม่ชัวร์) การสอบจะได้สอบอังกฤษก่อนแล้วตามด้วยเลข ตั้งสติให้ดี กรอกรหัสกรอกชื่อตามที่เค้าบอก ใครกรอกไม่ถูกก็ยกมือถามเค้าได้ไม่ต้องตื่นเต้น ช่วงสอบจะมีช่วงพักตรงกลางให้เข้าห้องน้ำ เคยสอบบางที่คนเยอะพี่ก็เข้าห้องน้ำชายไปเลย 5555 สอบเสร็จตอนเที่ยงเลิกพร้อมกัน กลับบ้านเย้!

     

  • ข้อดีของการสอบ SAT ? สอบ SAT verbal ดีกว่า IELTS หรือ CUTEP ยังไง?
            พี่ว่าข้อสอบ SAT มันช่วยพัฒนา reading skill ของเราหลายขุม เพราะ passages ของ SAT นั้นมันยากกว่า ielts reading, cutep, tuget และทุกข้อสอบม.ปลายอันอื่นๆ ฉะนั้นน้องๆที่ผ่านมันไปได้จะรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาไปได้โคดดดดดดดดไกลในเวลาปีสองปี ชีวิตการ เรียนในมหาลัยก็จะสบายขึ้น เพราะเราได้ผ่านพ้นความยากตรงนี้ไปแล้ว 

            สำหรับน้องที่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะสอบ SAT, IELTS, CUTEP ดี พี่บอกเลยว่า CUTEP ง่ายสุด คะแนนขึ้นง่าย พี่เคยสอนน้องที่คะแนน CUTEP ขึ้นจาก 60 เป็น 1xx ในปีเดียว CUTEP มีความยากสำหรับน้องที่ listening ไม่ดี และไม่แม่น error แต่พี่ว่ามันก็พัฒนาเร็วกว่า SAT IELTS อยู่ดีนะ,,  สำหรับ SAT IELTS นั้นมีความยากที่ไม่เหมือนกันแล้วแต่ถนัด ถ้าน้องถนัด speaking และ writing การสอบ IELTS ก็อาจจะเข้ากับน้องมากกว่า (โดยเฉพาะเด็กอินเตอร์ที่พูดเก่งๆและเขียน academic essays พอไหว) ถ้าน้องเป็นคนแม่นแกรมม่าและชอบการอ่าน SAT ก็อาจจะเหมาะกับน้องมากกว่า ทั้งนี้พี่ไม่แนะนำให้น้องมุ่งทั้งสองอย่างถ้าน้องไม่ได้เก่งจริง เพราะทั้งสองข้อสอบใช้เวลาพัฒนาแต่ละส่วนค่อนข้างเยอะ ถ้าน้องเรียนสองอย่างเพื่อพัฒนาตัวเองอันนี้พี่ก็สนับสนุนอย่างมาก แต่ถ้าน้องกะว่าจะสอบทั้งคู่เผื่อไว้พี่กลัวว่าคะแนนมันจะไม่ค่อยขึ้นน่ะสิ เพราะคะแนนจะขึ้นทีละส่วนได้อาศัยความขยันและความทุ่มเทวิเคราะห์ตัวเองจ้า เอาใจช่วย มีอะไรสงสัยไลน์มาถามได้ line @interboosters

การสมัครสอบทำได้ทางออนไลน์ จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตหรือ paypal ควรสมัครแต่เนิ่นๆ เพราะที่นั่งเต็มเร็วในประเทศไทย (ไม่เกินอาทิตย์เต็มหมด แต่บางปีมีเปิดเพิ่มที่นั่งหลายรอบ) หากไม่เตรียมตัวดีๆอาจต้องไปสอบประเทศเพื่อนบ้าน หรือจ่ายค่าสมัครสอบแพงกว่าปกติ (ถ้าหมดเขตรับสมัคร หรือประมาณ 1 เดือนก่อนวันสอบ จะสมัครได้อยู่แต่มีค่า late fees $29) โดย collegeboard เปิดให้จับจองที่นั่งล่วงหน้าก่อนวันสอบจริงนานหลายเดือน และเปิดรับสมัครทีเดียวหลายรอบ เช่น จะสอบรอบ October หรือ December หรือ March ปีหน้าอาจเปิดให้สมัครตั้งแต่ May ปีนี้ และทางที่ดีควรติดตามเพจที่มีบริการแจ้งเตือนเมื่อ collegeboard เปิดให้จอง ที่นั่ง ถ้าไม่อยากสอบไกลต้องติดตามข่าวดีๆ (interboosters มีบริการแจ้งเตือนทางไลน์ฟรี กรุณาแจ้งความประสงค์ให้เตือนหนูด้วยค่าเมื่อ collegeboard เปิดรับสมัครทาง line id: interboosters)


 

  • วิธีการสมัครสอบเมื่อ College Board บอกว่าที่นั่งเต็มแล้ว

        ถึงเว็ป College Board จะขึ้นว่า full, no seats available และทุกโรงเรียนขึ้นสีเทา กดอะไรไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าน้องไม่สามารถสมัครสอบในกรุงเทพได้เสมอไปนะจ้ะ น้องสามารถกดปุ่ม Let College Board find a test center for you และเลือก ideal test center ใกล้บ้าน ถ้าน้องสมัครไม่เลทมาก น้องก็จะยังได้สอบที่ๆน้องเลือก แต่ถ้าน้องสมัครใกล้ๆวันสอบหน่อย แล้วบังเอิญที่ๆน้องเลือกมันเต็ม น้องจะได้ไปสอบตามสนามสอบใหญ่ๆ ซึ่งอาจอยู่ไกลบ้านหน่อย เช่น ร่วมฤดี โดย College Board จะส่งเมลมาภายในประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อคอนเฟิร์มว่าน้องได้ที่สอบที่ไหนกันแน่ น้องก็ดูแผนที่ใน google map ดีๆละกันเพราะบางโรงเรียนอินเตอร์มีหลายสาขา ไปให้ถูกที่นะจ้ะ