เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับข้อสอบ IELTS

และเคล็ดลับเตรียมสอบ IELTS ด้วยตัวเอง 

ในบทความนี้ พี่ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับข้อสอบ IELTS ไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า IELTS คืออะไร? ความต่างของ IELTS แต่ละประเภท, การสมัครสอบ IELTS, เปรียบเทียบความต่างของศูนย์สอบ, เทคนิคการทำข้อสอบ และทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อสอบ IELTS วันนี้มีคำตอบให้แบบชัดกระจ่างแจ้งไปเลย!

 IELTS คืออะไร? 

                   

                ข้อสอบ IELTS (International English Language Teaching System) คือข้อสอบวัดระดับความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ วัดทักษะทั้ง 4 skills ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน คะแนนเต็ม 9.0 (จากประสบการณ์ที่สอบถามมา คนไทยส่วนใหญ่ได้คะแนน overall 5.5-6.5 เด็กอินเตอร์ส่วนใหญ่ได้ 7.0-7.5 ส่วนคณะในไทยส่วนใหญ่ต้องการ 6.5 ขึ้นไป)

 

IELTS ไม่มีคำว่าสอบตก/สอบผ่าน มีแต่ได้คะแนนมากหรือน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญคือ คะแนนที่มีนั้นผ่านเกณฑ์คณะหรือมหาลัยที่อยากเข้าไหม? นักเรียนส่วนใหญ่สอบเพื่อเรียนต่อปริญญาตรี/โท ภาคอินเตอร์ในเมืองไทย หรือศึกษาต่อต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) หรือบางคนสอบ IELTS เพื่อทำวีซ่าต่างประเทศ

รายละเอียดการสอบ IELTS 4 Skills (IELTS Academic)

1. IELTS Listening  (30 นาที) 
 

การสอบ IELTS Listening จะวัดความสามารถการฟังภาษาอังกฤษของเราว่า สามารถจับประเด็นสำคัญของสิ่งที่เราฟังได้ไหม เก็บข้อมูลที่ฟังได้อย่างถูกต้องไหม สามารถเข้าใจและตีความวัตถุประสงค์ของผู้พูดได้หรือเปล่า

ข้อสอบ IELTS Listening แบ่งเป็น 4 ส่วน แต่ละส่วนมีคำถาม 10 ข้อ รวมทั้งหมดเป็น 40 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้

- Part 1 เป็นคลิปเสียงบทสนทนาระหว่างผู้พูดสองคนเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน

- Part 2 เป็นคลิปเสียงบทบรรยายของผู้พูดหนึ่งคน หัวข้อเกี่ยวกับบริบทในสังคม เช่น การบรรยายสิ่งอำนวยความสะดวกในท้องถิ่น

- Part 3 เป็นคลิปเสียงบทสนทนาระหว่างผู้พูด 2-4 คน พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา การประชุม หรือการอบรม เช่น บทสนทนาเกี่ยวกับการทำงานกลุ่มในมหาวิทยาลัย บทสนทนาของอาจารย์และนักศึกษา

- Part 4 เป็นคลิปเสียงบทบรรยายของผู้พูดหนึ่งคน ในบริบทการบรรยายทางวิชาการ เช่น บทบรรยายของอาจารย์ในห้องเลคเชอร์มหาวิทยาลัย

 

ในการสอบ IELTS Listening เราจะได้ฟังคลิปเสียงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ระหว่างที่สอบจะมีเวลาในการอ่านคำถาม 

- ถ้าน้องสอบ Paper-based IELTS (สอบแบบกระดาษ) ในช่วงท้ายจะมีเวลาให้คัดลอกและตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบใน Answer Sheet อีก 10 นาที -- ดังนั้นน้องสามารถเขียนทดคำตอบลงไปใน Question booklet ได้เลย แล้วค่อยมาเขียนใส่กระดาษคำตอบอีกที

- ถ้าน้องสอบ Computer-based IELTS (สอบแบบคอมพิวเตอร์) เมื่อเสียงคำถามทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว น้องจะมีเวลาเพียง 2 นาทีในการเช็คคำตอบ เมื่อหมดเวลาหน้าจอจะดับลงทันที

ความยากของการสอบ IELTS listening คือ คลิปเสียงที่เราได้ฟังจะเป็นภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาที่มีสำเนียงแตกต่างกันไป เช่น สำเนียงบริทิช สำเนียงอเมริกัน สำเนียงออสซี่ ซึ่งบางคนอาจไม่คุ้นชินกับบางสำเนียง ทำให้ฟังไม่ค่อยออก จับประเด็นสำคัญยาก และความยากอีกอย่างคือ คนไทยหลายคนฟังเสียง s ไม่ออก สะกดคำยาวๆผิด และโดนข้อสอบหลอก เพราะในข้อสอบจะมี choice หลอกอยู่จำนวนมาก จึงต้องฟังออกจริงๆว่าข้อไหนคือข้อที่คำถามต้องการอย่างแท้จริง และบางคนหลุด 1 ข้อแต่ยังไม่รู้ตัวว่าข้อนั้นผ่านไปแล้ว (ข้อสอบพูดเรียงตามข้อไปเรื่อยๆ บางครั้งคำตอบมาช้ามาก บางครั้งมาเร็วติดกันเขียนแทบไม่ทัน)

 

2. IELTS Reading  (60 นาที) 

การสอบ IELTS Reading นี้จะวัดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษด้านต่างๆของเราว่า สามารถอ่านจับใจความ จับประเด็นสำคัญของเนื้อเรื่องได้ไหม อ่านเพื่อหารายละเอียดของเนื้อเรื่องเจอหรือเปล่า สามารถทำความเข้าใจ และวิเคราะห์จุดประสงค์ของผู้เขียนได้หรือไม่

 

ข้อสอบ IELTS Reading จะมีเนื้อเรื่องให้อ่าน 3 บทความ บทความละประมาณ 1 หน้า A4 มีคำถามรวมทั้งหมด 40 ข้อ โดยเราต้องบริหารเวลา 1 ชั่วโมงในการทำข้อสอบเอง โดยบทความที่ออกสอบใน IELTS Reading มักนำมาจากหนังสือ วารสารวิชาการ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ในทุกๆ เรื่องเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะทางใดทางหนึ่ง เนื้อหาเป็นไปได้ตั้งแต่ กระบวนการทำกระจก ประวัติบุคคล พฤติกรรมสัตว์ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ คนส่วนมากมีปัญหาอยู่ที่ทำไม่ทัน, แปลไม่ออก เพราะคำศัพท์มีความ formal และมีศัพท์ยากแฝงอยู่ หรือตอบผิดเพราะไม่เข้าใจว่าข้อสอบต้องการอะไรจากเรา (ไม่แม่นเทคนิคข้อสอบ)

 

รูปแบบข้อสอบ IELTS Reading แบ่งได้หลายแบบ ดังนี้

1. ข้อสอบแบบ Matching คือ การอ่านเนื้อเรื่องและจับคู่ข้อมูล ข้อสอบมีทั้งการจับคู่เนื้อเรื่อง (Matching features) จับคู่หัวข้อกับแต่ละ passage (Matching headings) และ จับคู่ประโยค (Matching sentence endings) -- ดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS แบบ Matching ได้ที่นี่

2. ข้อสอบแบบ Completion คือ การเติมคำศัพท์หรือกลุ่มคำในช่องว่างให้สมบูรณ์ มีการเติมคำหลายแบบ เช่น เติมในประโยค (Sentence completion) เติมคำในโน้ตข้อความ (Note completion) เติมข้อมูลในตาราง (Table completion) เติมในแผนภูมิ (Flow-chart completion) เติมคำในบทสรุป (Summary completion) เป็นต้น -- ดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS แบบ Completion ได้ที่นี่

3. ข้อสอบแบบ Multiple choice คือ ข้อสอบแบบเลือกคำตอบที่ถูกต้อง มีทั้งแบบ 1 คำตอบ (one answer) และ มากกว่า 1 คำตอบ (more than one answer) -- ดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS แบบ Completion ได้ที่นี่

4. ข้อสอบแบบ Identifying information คือ ข้อสอบที่ให้เลือกว่าข้อความนี้ถูก ผิด หรือ ไม่ได้กล่าวถึงในบทความ (True/False/Not given) โจทย์แบบนี้ค่อนข้างยากเพราะนอกจากน้องจะต้องอ่านเนื้อเรื่องเข้าใจแล้ว น้องยังต้องคอยหาตาแตกอีกว่าข้อมูลที่โจทย์ถามมีการกล่าวถึงในบทความหรือไม่ -- ดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS แบบ Completion ได้ที่นี่

ความยากของการสอบ IELTS Reading -- สำหรับคนที่คะแนนอยู่ที่ประมาณ 5.0-6.5 มักจะมีปัญหาการทำให้ทันภายในเวลา เพราะ IELTS เผื่อเวลาให้ไม่มากนัก เฉลี่ย Passage ละ 20 นาที ถ้าเกิดคนทำมีวิธีการทำที่ผิดหรือไม่รู้อ่านตรงไหนก่อนดี หรือจะหาคำตอบอย่างไร หลายครั้งอาจต้องย้อนกลับไปกลับมาระหว่างคำถามกับ passage จนเสียเวลาทำให้ทำไม่ทัน รวมถึงบาง passage มีเนื้อหาที่อ่านยาก (แล้วแต่เจออีก) ต้องนึกภาพตาม หรือ main idea บางครั้งไม่ได้ปรากฏชัดเจนที่ต้นหรือท้ายพารากราฟ ต้องสรุปเอาเองตามที่อ่านทั้งหมด ก็อาจจะทำให้ทำผิดได้ง่าย แต่ข้อสอบ IELTS Reading เป็นข้อสอบที่ถ้าเข้าใจวิธีทำ วิธีหาคำตอบ และรู้จุดที่ IELTS มักนำมาแกล้งให้เรางง หรือทำให้เราเสียเวลา คะแนนพาร์ทนี้จริงๆขึ้นได้ไม่ยากเลย

3. IELTS Writing  (60 นาที) 
 

ข้อสอบ IELTS Writing แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ให้เวลารวม 60 นาที โดยน้องจะต้องบริหารเวลาในการทำข้อสอบเอง 

- Writing Task 1 >> ข้อสอบจะให้เขียนอธิบายข้อมูลที่ให้มาในรูปแบบกราฟ ตาราง แผนผัง แผนที่ เราจะต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ โดยต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำ แต่ไม่ควรเกิน 170-180 คำ -- ดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS Writing task 1 ได้ที่นี่

- Writing Task 2 >> น้องจะต้องเขียนเรียงความ Academic essay แสดงความคิดเห็น หรือหาทางออกของปัญหา หรือวิจารณ์หัวข้อที่ให้มา โดยต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ -- ดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS Writing task 2 ได้ที่นี่

*ข้อสอบ IELTS Writing ของ IELTS General Training จะแตกต่างกับ Writing ของ IELTS Academic >> ดูรายละเอียดได้ที่นี่

ความยากของ IELTS Writing คือ การเขียนไม่ทันเวลาและการเขียนออกนอกเรื่อง (มักไม่รู้ตัว) การเรียนเขียน essay สำหรับ IELTS จึงค่อนข้างจำเป็น เพราะน้องๆต้องการคนที่แก้ essay ให้น้องๆได้ เพื่อการพัฒนา แก้ไข และอุดรอยรั่วของน้องได้อย่างตรงจุด

 

4. IELTS Speaking (11-14 นาที) 
 

การสอบพูด IELTS Speaking แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
Part 1 >> จะเป็นการพูดคุย ถามตอบเรื่องทั่วๆไป โดย IELTS Examiner จะถามเรื่องในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ครอบครัว ที่อยู่อาศัย อาชีพ การเรียน วันเกิด เป็นต้น

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking Part 1

Let’s talk about your home town or village.

• What kind of place is it?

• What’s the most interesting part of your town/village?

• What kind of jobs do the people in your town/village do?

• Would you say it’s a good place to live? (Why?)

Let’s move on to talk about accommodation.

• Tell me about the kind of accommodation you live in?

• How long have you lived there?

• What do you like about living there?

• What sort of accommodation would you most like to live in?

 

Part 2 >> จะเป็นการสอบพูดคนเดียว 2 นาที โดย IELTS Examiner จะให้บัตรคำถามเรามาและให้เวลาเราเตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที จากนั้นเราจะต้องพูดหัวข้อที่ได้รับจากบัตรคำถาม พูดฝ่ายเดียวไม่มีการโต้ตอบกับ Examiner โซโล่ยาวประมาณ 2 นาที หัวข้อที่ให้พูด เช่น ข่าวดีที่ได้รับ, ของขวัญที่ประทับใจ, หนังสือที่เคยอ่าน, ภาพยนตร์ที่ชอบ, เพื่อนสนิท เป็นต้น

ตัวอย่างบัตรคำถามข้อสอบ IELTS Speaking Part 2

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking Part2

Part 3 >> เป็นการสอบแบบพูดโต้ตอบกับ IELTS Examiner ในหัวข้อที่ได้จาก Part2 โดยเน้นการคิดวิเคราะห์และอธิบาย concept ที่ลึกซึ้งขึ้น เช่น การศึกษาในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร, อะไรเป็นปัจจัยให้คนลาออก (สมมติได้เรื่องงาน), ความรับผิดชอบของบริษัทมีอะไรบ้าง (สมมติได้เรื่องบริษัท) เป็นต้น

 

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking Part 3

Let’s consider first of all how people’s values have changed.

- What kind of things give status to people in your country?

- Have things changed since your parents’ time?


Finally, let’s talk about the role of advertising.

- Do you think advertising influences what people buy?
 

การสอบ IELTS Speaking นี้จะเป็นการพูดคุยกับฝรั่ง (IELTS Examiner) ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจ สามารถถามหรือให้ IELTS Examiner ทวนคำถามอีกรอบได้ นอกจากนี้น้องยังสามารถเลือกตั้งแต่ตอนสมัครสอบได้ว่า ต้องการสอบพูดช่วงบ่ายหลังจากสอบข้อเขียนเสร็จวันนั้นเลย หรือสอบวันอื่นในสัปดาห์เดียวกัน (พี่แนะนำ option สอบคนละวันอย่างยิ่ง! เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าการมีเวลาเตรียมตัว speaking เต็มที่ จะมีสิทธิ์ได้คะแนนสูงกว่า)
 

 IELTS Academic กับ IELTS General   Training ต่างกันยังไง? 

 

ตอนสมัครสอบ IELTS จะมีให้เลือกข้อสอบ 2 ประเภท คือ Academic (รอบสอบเยอะกว่า) และ General Training (รอบสอบน้อยกว่า)

 

  • IELTS Academic เป็นข้อสอบเพื่อใช้เพื่อการศึกษาต่อปริญญาตรี โท เอกในคณะอินเตอร์ในไทยหรือในต่างประเทศ ฉะนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จะต้องเลือกสอบ IELTS Academic กันนะจ้ะ

  • IELTS General Training เป็นข้อสอบสำหรับคนที่จะไปทำงานในต่างประเทศ หรือเพื่อฝึกอบรม โดยเฉพาะคนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งข้อสอบจะวัดทักษะภาษาอังกฤษระดับพื้นฐาน

 

การสอบ IELTS Academic และ IELTS General Training ในพาร์ท Listening กับ Speaking รูปแบบข้อสอบจะไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือพาร์ท Reading และ Writing โดยใน IELTS General Training รูปแบบข้อสอบจะง่ายกว่า มีความเป็นวิชาการน้อยกว่าแบบ IELTS Academic

ข้อสอบ Reading ของ IELTS General Training จะมี 3 บทความ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

  • ส่วนที่ 1 >> 2-3 บทความสั้นแบบข้อเท็จจริง -- ดูตัวอย่างข้อสอบที่นี่

  • ส่วนที่ 2 >> 2-3 บทความสั้นแบบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงาน -- ดูตัวอย่างข้อสอบที่นี่

  • ส่วนที่ 3 >> 1 บทความที่ยาวขึ้นในหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป -- ดูตัวอย่างข้อสอบที่นี่

ข้อสอบ Writing ของ IELTS General Training จะแบ่งเป็น 2 ส่วน

  • Writing Task 1 >> จะต้องเขียนจดหมาย 1 ฉบับ (อย่างน้อย 150 คำ) โดยเป็นการเขียนจดหมายเพื่อขอข้อมูลตามสถานการณ์ที่กำหนดให้ ซึ่งจดหมายอาจเป็นรูปแบบส่วนตัว กึ่งทางการ หรือทางการได้ -- ดูตัวอย่างข้อสอบที่นี่

  • Writing Task 2 >> เป็นการเขียน essay สั้นๆ 1 ชิ้น (อย่างน้อย 250 คำ) โดยจะต้องเขียนแสดงความคิดเห็นต่อแนวคิด ข้อโต้แย้งหรือปัญหาตามที่โจทย์กำหนด -- ดูตัวอย่างข้อสอบที่นี่

 

สรุปคือ IELTS General Training จะเน้นคำศัพท์และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพราะใช้คะแนนเพื่อการทำงานในต่างประเทศ มีความเป็นทางการน้อยกว่า IELTS Academic ที่เน้นความเป็นวิชาการมากกว่า เพราะต้องใช้คะแนนยื่นเพื่อเรียนต่อ นั่นเอง

 IELTS UKVI คืออะไร? 

          พี่ขอเรียกมันว่าข้อสอบ IELTS แบบแพง ราคาประมาณ $270 (ราคาเปลี่ยนไปมาตามค่าเงินปอนด์นะจ้ะ มันเคยขึ้นไปเกินหมื่นบาท wow!) มันคือข้อสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการอนุมัติจากกองวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหราชอาณาจักร ดังนั้นจุดมุ่งหมายหลักคือสำหรับคนที่จะยื่น visa ไปประเทศอังกฤษ ใครจะสมัครวีซ่าประเภทใด ต้องสอบตัวไหน คะแนนขั้นต่ำเท่าไหร่ มีลิสต์ไว้อย่างละเอียดใน the UK Home Office’s list of Secure English Language Tests (หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SELT tests) ถ้าต้องการผลสอบเพื่อใช้ในการสมัครวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมือง (UKVI) สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กองวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหราชอาณาจักร

 

          สำหรับคนที่สอบ IELTS UKVI เพื่อเรียนต่อ จริงๆแล้ว ข้อสอบ IELTS UKVI เหมือนกับ Regular IELTS ทุกประการ แต่มันจะมีเงื่อนไขว่าสอบแบบแพงจะได้ไปเรียน Pre-sessional Course แม้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ แต่สอบ Regular IELTS ต้องคะแนนถึงเกณฑ์เขาเท่านั้น ก็จ่ายแพงนี่นะ ได้สิทธิพิเศษหน่อย

          ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยต้องการ IELTS 6.5 โดยที่แต่ละพาร์ทไม่ต่ำกว่า 6.0 แต่น้องสอบ regular IELTS ได้เพียง 6.0 ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย น้องจะไม่สามารถใช้คะแนนนี้ในการยื่นสมัคร Pre-sessional Course ของมหาวิทยาลัย และยื่นสมัครวีซ่าได้ ต้องเสียเงินสอบใหม่ แต่ถ้าเป็นแบบ UKVI สามารถใช้ยื่น Pre-sessional Course ได้เลย ไม่ต้องสอบใหม่ แม้ว่าจะไม่ผ่านเกณฑ์ เรียกว่าเหมาะสำหรับทั้งคนที่ได้ Unconditional Offer แล้ว และคนที่ได้ Conditional Offer จากมหาวิทยาลัย เผื่อในกรณีที่เราพลาด หรือคาดว่าอาจจะทำคะแนนไม่ถึงจ้า

 ความแตกต่างของการสอบ IELTS 
แบบ computer และแบบกระดาษ 

 

สำหรับน้องที่ยังมึนๆ ไม่แน่ใจว่าจะสอบ IELTS แบบไหนดี? IELTS Computer-based กับ Paper-based ต่างกันยังไง? จะมีผลอะไรกับคะแนนหรือเปล่า? ข้อสอบ IELTS รูปแบบไหนน่าจะเหมาะกับเรามากกว่า? มาดูให้ชัดๆกันเลยว่าการสอบ 2 แบบนี้มีความเหมือนและแตกต่างกันยังไงบ้าง?

สิ่งที่เหมือนกันของการสอบ IELTS แบบคอมกับแบบกระดาษ

  • เนื้อหาที่ใช้สอบ ระดับความยากง่ายเท่ากัน และประเภทคำถามแบบเดียวกัน

  • เวลาที่ใช้สอบเท่ากัน

  • ค่าสอบเท่ากัน (ปี 2021 ค่าสอบ 6,900 บาท)

  • Band คะแนน เกณฑ์การคิดคะแนนเหมือนกัน

  • พาร์ท IELTS Speaking ทั้งแบบ computer และ paper ก็สอบกับ IELTS Examiner ตัวจริงแบบตัวต่อตัวเหมือนกัน

 

สิ่งที่ต่างกันของการสอบ IELTS แบบคอมกับแบบกระดาษ

  • จำนวนศูนย์สอบ -- ศูนย์สอบแบบ computer ยังมีไม่มาก มีเปิดสอบแค่ที่กรุงเทพ เชียงใหม่ และขอนแก่นเท่านั้น (ศูนย์สอบ IELTS แบบคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงตลอด น้องๆต้องลองเช็คสนามสอบดูก่อนสมัครสอบนะจ๊ะ)

  • ผลคะแนนสอบ

- สอบ IELTS แบบ computer คะแนนออกเร็วกว่า คือจะได้ผลสอบภายใน 3-5 วัน

- สอบ IELTS แบบกระดาษ ได้ผลสอบภายใน 13 วัน

เรามาเจาะดูข้อสอบทีละพาร์ทกันดีกว่า ว่าการสอบ IELTS 2 แบบนี้มีความต่างกันยังไงบ้าง? สอบ IELTS แบบไหนน่าจะช่วยให้เราสอบได้สะดวกและถนัดมือเรามากกว่ากัน

 

IELTS Listening

ข้อดี-ข้อเสีย IELTS Listening แบบ computer
  • มีกระดาษทดให้จดโน๊ตตอนสอบฟัง

  • ในระหว่างการฟัง สามารถพิมพ์ตอบหรือกดเลือกคำตอบในคอมได้เลย โดยจะมีการบอกความคืบหน้าของการทำข้อสอบด้วยว่าตอนนี้ทำไปแล้วกี่ข้อ และเหลือข้อที่ยังไม่ทำกี่ข้อ

  • เมื่อเสียงคำถามทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว จะมีเวลาเพียง 2 นาทีในการเช็คคำตอบ เมื่อหมดเวลาหน้าจอจะดับลงทันที

 

ข้อดี-ข้อเสีย IELTS Listening แบบกระดาษ
  • จดโน๊ตลงในกระดาษข้อสอบได้เลย

  • เมื่อเสียงคำถามทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว จะมีเวลา 10 นาทีในการตอบคำตอบที่โน้ตไว้ในกระดาษคำถาม ลงในกระดาษคำตอบ และถ้าเวลาเหลือก็ทวนคำตอบได้อีกก่อนส่งข้อสอบ

 

 

IELTS Reading

ข้อดี-ข้อเสีย IELTS Reading แบบ computer
  • มีกระดาษทดให้จดโน๊ตแยก ส่วนบนหน้าจอคอมก็สามารถเน้นข้อความส่วนที่เราคิดว่าเป็น keyword ได้ แต่จะพิมพ์หรือจดโน้ตในหน้าเนื้อหา passage ไม่ได้ ดังนั้นใครที่ชอบจดโน้ตระหว่าง passage อาจไม่ถนัดกับการสอบแบบนี้

  • สามารถใช้คีย์ลัดบนแป้นพิมพ์กด copy & paste ข้อความส่วนที่เราคิดว่าเป็นคำตอบจาก passage ได้เลย

  • มีจับเวลา ให้เห็นตัวเลขเวลาที่เหลือชัดเจนบนหน้าจอคอม

  • เมื่อหมดเวลาสอบ หน้าจอจะดับลงทันที

 

ข้อดี-ข้อเสีย IELTS Reading แบบกระดาษ
  • จดโน๊ตลงในกระดาษข้อสอบได้เลย ขีดเส้นใต้ โยงเส้น เขียนข้อมูลอะไรได้หมด

  • เรื่องการจับเวลา ผู้คุมสอบจะคอยบอกเวลาที่เหลือในการทำข้อสอบให้เป็นระยะๆ

  • ข้อเสียคือ ถ้า passage และคำถามอยู่คนละหน้ากันจะต้องพลิกกระดาษไปมา อาจทำให้เสียเวลาตอนทำข้อสอบได้

 

IELTS Writing

ข้อดี-ข้อเสีย IELTS Writing แบบ computer
  • มีกระดาษทดให้จดโน๊ตแยก แต่ไม่สามารถเขียนหรือเน้นข้อความบนจอคอมได้

  • เหมาะกับคนที่มีลายมืออ่านยาก

  • เหมาะกับคนพิมพ์เร็ว ถนัดพิมพ์ และเวลาที่คิดประโยคอื่นๆขึ้นได้ทีหลัง ก็ไม่ต้องลบประโยคด้านหน้าออก สามารถพิมพ์แทรกได้เลย

  • มีระบบนับจำนวนคำให้อัตโนมัติ เวลาทำข้อสอบจะได้รู้ว่าเราเขียนไปได้เท่าไรแล้วโดยที่ไม่ต้องมานับเอง

  • เมื่อเวลาสอบสิ้นสุดลง หน้าจอจะดับลงทันที

 

ข้อดี-ข้อเสีย IELTS Writing แบบกระดาษ
  • วางแผนการเขียนลงในกระดาษข้อสอบได้เลย ขีดเส้นใต้ วงจุดเปรียบเทียบต่างๆ ของรูปภาพหรือกราฟได้หมด

  • สำหรับน้องที่รู้ตัวว่าลายมืออ่านยากต้องระวัง ต้องพยายามบรรจงเขียนเพื่อให้มั่นใจว่า IELTS Examiner จะอ่านคำตอบเราออก

  • ต้องนับจำนวนคำที่เขียนเอง เพราะไม่มีระบบนับจำนวนคำให้ (Writing Task 1 อย่างน้อย 150 คำ และ Writing Task 2 อย่างน้อย 250 คำ)

  • ผู้คุมสอบจะคอยบอกเวลาที่เหลือในการทำข้อสอบให้เป็นระยะๆ

หนังสือ IELTS_edited.png

 สมัครสอบ IELTS อย่างไร?  

 

สมัครสอบ IELTS ทั้ง IDP และ British Council สามารถสมัครได้ทางออนไลน์นะจ๊ะ
 

**การสมัครสอบออนไลน์ของทั้ง 2 ที่ต้องใช้ไฟล์ภาพของบัตรประชาชนหรือ passport และในวันสอบอย่าลืมนำไปยืนยันตัวตนด้วยนะ ถ้าใครใช้บัตรประชาชนสมัคร ก็พกบัตรไป ใครใช้ passport สมัครก็พกไปด้วย แต่ใครที่สมัครสอบด้วยบัตรประชาชน แล้วนำ passport ไป ไม่สามารถใช้ยืนยันในวันสอบนะจ๊ะ ต้องใช้เอกสารแบบเดียวกันกับตอนสมัครสอบนะะ


ดูวิธีสมัครแบบละเอียดในคลิปด้านล่างได้เลย หรือถ้าน้องต้องการความช่วยเหลือ InterBoosters ยินดีช่วยสมัคร หรือสอนวิธีสมัครให้นักเรียนทุกคนจ้า​

การสมัครสอบ IELTS ออนไลน์ กับ IDP 

 

  • IDP สามารถสมัครสอบได้ทาง >> https://my.ieltsessentials.com/IELTS

  • น้องจะเจอกับหน้าต่างด้านล่างแบบนี้ ให้เลือกประเทศ จังหวัด ประเภทข้อสอบที่ต้องการ เมื่อเลือกเสร็จแล้วจะขึ้นสถานที่สอบมาแบบรูปด้านล่างนี้ โดยมีให้เลือกว่าจะสอบแบบคอมพิวเตอร์ หรือแบบกระดาษ

สมัครสอบ IELTS เรียน IELTS ที่ไหนดี
  • สมมติว่าเลือกสอบแบบคอมพิวเตอร์ ก็จะขึ้นมาแบบรูปด้านล่างนี้ ให้เราเลือกวันเดือนปีที่จะสอบ ถ้าวันไหนเป็นสีเขียวคือเหลือที่นั่งสอบอีกเยอะ สีเหลืองคือที่นั่งสอบเหลือไม่มากแล้ว ส่วนสีแดงคือที่นั่งสอบใกล้เต็มแล้วนั่นเอง

สมัครสอบ IELTS เรียน IELTS ที่ไหนดี
  • ขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะเป็นการยืนยันวันเวลาสอบ และเลือกวันเวลาสอบ IELTS Speaking ด้วย จากนั้นก็กรอกข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนหรือ passport และจ่ายเงิน เป็นอันเสร็จ

**  อธิบายเพิ่มเติม

  • สำหรับการสอบในกรุงเทพ ถ้าน้องมีเวลาพี่ขอแนะนำให้น้องเลือกวันสอบ speaking คนละวันกับวันสอบข้อเขียน คือเลือกที่ Monday Interview หรือ Sunday Interview (มันหมายถึงสอบข้อเขียนวันเสาร์ และค่อยไปสอบพูดวันจันทร์หรือวันอาทิตย์ที่จะถึง) ถ้าเลือก Thursday หรือ Saturday Interview คือสอบ 4 skills พร้อมกันในวันเดียว จากประสบการณ์ส่วนตัวการมีเวลาเตรียมตัวสอบ speaking 1-2 วัน ช่วยให้ตอบได้ดีขึ้น โดย IDP จะส่งอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาสถานที่สอบมาให้ประมาณ 3 วันก่อนวันสอบ ฉะนั้นใจเย็นๆรอ confirmation ว่าได้สอบ speaking ที่ไหนเวลาไหน ในบางเคสที่สอบ speaking ทีหลังการสอบข้อเขียนเค้าอาจจะแจ้งวันสอบข้อเขียนว่าเราได้ speaking รอบกี่โมง

     

  • ดูรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมของ IDP ได้ทาง http://www.ielts.idp.co.th

การสมัครสอบ IELTS ออนไลน์กับ British Council

  • British Council สามารถสมัครสอบได้ทาง >> https://ieltsregistration.britishcouncil.org/orsnbc/

  • หน้าแรกจะให้เราเลือกว่าจะสอบ IELTS แบบไหน Academic หรือ General Training ถ้าเลือกแบบ IELTS Academic ก็จะขึ้นหน้าตาแบบรูปด้านล่างนี้ น้องก็เลือกประเทศ และจังหวัด

สมัครสอบ IELTS เรียน IELTS ที่ไหนดี
  • น้องๆสามารถเลือกวัน เวลาสอบได้ตามสะดวก และอย่าลืมดูสถานที่สอบให้ดีเพราะสอบ speaking อาจมีเปลี่ยนไปสอบที่อื่น

สมัครสอบ IELTS เรียน IELTS ที่ไหนดี
  • ไม่มีอะไรยาก พอกด Book for 6,900 THB ก็จะขึ้นหน้าต่างให้กรอกข้อมูลชื่อให้ตรงบัตรประชาชน และอัพโหลดรูป id card ของเราลงไปตามระบุ จ่ายเงินด้วย credit card หรือจ่ายกับธนาคารก็ได้มีปุ่มให้เลือก เสร็จ! รอ confirmation!

  • ดูรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมของ British Council ได้ทาง >> http://www.britishcouncil.or.th/exam/ielts

 สอบ IELTS ของที่ไหนดี? 

 British Council หรือ IDP ดีกว่า? 

 

สอบที่ไหนก็ราคาเดียวกัน ข้อสอบเดียวกัน ผลสอบใช้ได้เหมือนกัน ประเทศไทยสำนักงานหลัก British Council ตั้งอยู่สยามสแควร์และที่เชียงใหม่ ส่วน IDP Education สำนักงานหลักตั้งอยู่ที่สีลม (เผื่อใครต้องการติดต่อโดยตรง สะดวกสีลมหรือสยามมากกว่ากัน) แต่รายละเอียดปลีกย่อยส่วนตัวที่รู้สึกคือ

1. เวลาโทรถามข้อมูล British Council พนักงานน้อย ตอบไม่คล่อง -- เกือบทุกครั้งที่โทรไปถามข้อมูลทีรอสายนานถึงนานมาก (พี่เคยโทรไปมากกว่า 5 รอบ รอนานเกือบทุกรอบ) IDP มีรอบ้างแต่ไม่นานเท่า พนักงานดูรู้งานดีกว่า ตอบไวชัดเจน แต่แอบดุๆ


2. สถานที่สอบ -- พี่ว่านี่คือปัจจัยสำคัญสุดในการเลือกจ้ะ ส่วนตัวพี่เคยไปสอบมาทั้ง British และ IDP ข้อสอบเหมือนกันทุกประการ อาจารย์ IELTS Examiner ใจดีทั้งสองที่เลย (อันนี้คงแล้วแต่ดวง แต่เค้ามีมาตรฐานในการให้คะแนนอยู่แล้ว) ฉะนั้นจงเลือกสถานที่สอบใกล้บ้านดีที่สุด

ถ้าเป็นกรุงเทพ British council ส่วนใหญ่จะสอบที่โรงแรม Landmark ทั้งข้อเขียนและ speaking โรงแรมอยู่ติดบีทีเอสนานา ทางออก 2 เดินแป๊บเดียวถึง (ประมาณ 50 เมตร) เหมาะสำหรับคนที่สะดวกเดินทางไปเองด้วยรถไฟฟ้า ข้อเสียคือโรงแรมเล็ก ส่วนที่ลงทะเบียนสอบตอนเช้าค่อนข้างแออัดมากๆ ต่อแถวนาน ห้องสอบก็นั่งติดๆกันไปหน่อย อึดอัดอะพี่อ้วน บางครั้ง British Council จะมีเปิดสอบที่โรงแรม Novotel สยามสแควร์ด้วย แต่รอบน้อยมากเต็มเร็ว เลยไม่เคยสอบที่นี่สักที ส่วน IDP ส่วนใหญ่จะสอบข้อเขียนที่โรงแรมมณเฑียร ซึ่งไม่ติดรถไฟฟ้าขนาดนั้น เดินไกลถ้าไปเอง ค่อนข้างสู้ชีวิต ถ้าไปรถจะสะดวกกว่า แต่ยังอยู่ในเมือง ห้องสอบใหญ่กว่า ส่วนที่ลงทะเบียนไม่แออัด และหากสอบกับ IDP มีโอกาสได้ไปสอบ speaking ที่ IDP สีลม หรือบางครั้งก็สอบที่โรงแรมมณเฑียรเลย ก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วแต่สะดวก

 วิธีการคำนวณคะแนน IELTS         

เวลาคำนวณ overall band score กฎง่ายๆคือ เอาคะแนน 4 skills ทุกอันมารวมกัน หารสี่ ถ้ามากกว่า .25 ปัดขึ้นเป็น .5 
 

เช่น ถ้าได้ Listening: 6.5 / Reading: 6.5 / Writing: 5.0 / Speaking: 7.0

วิธีคิด 6.5+6.5+5.0+7.0 =  25 ÷ 4 = 6.25  ปัดขึ้นกลายเป็น 6.5

 IELTS FAQs 

 

  • ค่าสมัครสอบ IELTS เท่ากันไหม? (ทั้ง IELTS แบบกระดาษและ IELTS แบบคอม)

Ans จากข้อมูลในเว็บของทั้งศูนย์สอบ IDP และ British Council ล่าสุด (ปี 2021)

ค่าสอบ IELTS ทั้งแบบ computer และ แบบกระดาษมีราคาเท่ากัน คือ 6,900 บาท

(ถ้าสอบแบบ IELTS UKVI จะแพงขึ้นมาหน่อย คือ 7,710 บาท)

 

*ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป IDP IELTS จะมีการปรับราคาค่าสมัครสอบ IELTS Regular ทั้งแบบกระดาษและแบบคอมพิวเตอร์ จากราคา 6,900 บาท เป็น 7,100 บาท

สำหรับวันสอบในปี 2565 หากผู้สอบดำเนินการสมัครและชำระค่าสอบภายในปี 2564 ผู้สอบจะยังคงได้รับราคาเดิมที่ 6,900 บาท

(ส่วนทาง British Council ยังไม่มีประกาศปรับราคาสอบ IELTS ในปี 2565 ต้องรอดูกันต่อไป)

 

 

  • IELTS มีศูนย์สอบที่ไหนบ้างในไทย จังหวัดอะไรบ้าง?

Ans

ศูนย์สอบ British Council

--- IELTS แบบกระดาษ มีการจัดสอบ IELTS ใน 8 จังหวัด

>> กรุงเทพ สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา ขอนแก่น และ ภูเก็ต

 

--- IELTS แบบคอมพิวเตอร์ มีแค่ 2 ที่ คือ กรุงเทพ และ เชียงใหม่

 

เช็คศูนย์สอบ British Council ตารางวันเวลาที่เปิดสอบ IELTS และรูปแบบการสอบที่ต้องการ

https://ieltsregistration.britishcouncil.org/orsnbc/find-test

 

 

ศูนย์สอบ IDP

IELTS ทั้งแบบ computer และกระดาษ มีจัดสอบใน 9 จังหวัด คือ

>> กรุงเทพ ภูเก็ต หาดใหญ่ โคราช พิษณุโลก ขอนแก่น เชียงใหม่ เชียงราย และ มหาสารคาม

(บางช่วงเวลาในบางจังหวัดไม่มีจัดสอบ หรือการสอบแบบคอมมีแค่บางจังหวัดเท่านั้น น้องๆต้องลองกดลิ้งด้านล่างนี้ไปเช็คดูนะจ๊ะ)

 

เช็คศูนย์สอบ IDP ตารางวันเวลาที่เปิดสอบ และรูปแบบการสอบที่ต้องการ

https://my.ieltsessentials.com/IELTS

 

 

สรุปคือทั้ง British Council และ IDP การสอบแบบ IELTS Paper - Based Test จะมีครอบคลุมทุกศูนย์สอบในจังหวัดที่จัดสอบ แต่ IELTS Computer - Delivered Test จะมีในศูนย์สอบที่กำหนดเท่านั้น

 

 

  • สถานที่สอบ IELTS เดินทางง่ายไหม? (ศูนย์สอบในกรุงเทพ)

Ans

British Council : จัดสอบที่โรงแรม Landmark อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS นานา

พาร์ท Speaking ก็สอบที่เดียวกันเลย

 

IDP : จัดที่โรงแรมมณเฑียร หรือ โรงแรมตะวันนา หรือ โรงแรมเชอราตัน ทั้งสามโรงแรมนี้ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง

ส่วนพาร์ท Speaking มักจะจัดสอบที่ออฟฟิศของ IDP ชั้น 4 ตึก CP Tower ใกล้ BTS ศาลาแดง

 

ถ้าพูดถึงความสะดวกสบาย ศูนย์สอบของ British Council ที่โรงแรม Landmark สะดวกกว่า เพราะถ้าเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีนานา แล้วเดินเท้าต่อมาอีกนิดหน่อยก็ถึงโรงแรมแล้ว

แต่ศูนย์สอบ IDP ก็ลง BTS ศาลาแดง แต่ต้องใช้เวลาเดินทางไปสนามสอบนานกว่า เส้นทางซับซ้อนกว่า ถ้าใครไม่คุ้นเคยกับเส้นทางอาจเสียเวลาหานานกว่า ต้องเผื่อเวลาหรือเดินทางไปสำรวจเส้นทางไว้ก่อนวันสอบจริง

 

**ต้องบอกก่อนว่า สถานที่สอบด้านบนนี้ ทั้งสองหน่วยงานใช้เป็นสถานที่สอบประจำ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับแต่ละรอบสอบ ต้องเช็คสถานที่สอบของตนเองให้ดีก่อนนะว่าจัดที่ไหน**

  • เอกสารยืนยันตัวตนก่อนเข้าสอบ IELTS

Ans เอกสารที่ต้องนำมา เหมือนกันทั้ง IDP และ British Council คือ

  1. บัตรประชาชนตัวจริง หรือ Passport ตัวจริงที่ใช้ในการสมัครสอบ (อย่าลืมเช็ควันหมดอายุของบัตรประชาชนหรือ passport ด้วยนะ)

  2. สำเนาเอกสารด้านบน (เฉพาะผู้ที่สมัคร IELTS for UKVI)

 

 

  • เอาอะไรเข้าห้องสอบ IELTS ได้บ้าง?  ใส่เสื้อกันหนาวได้ไหม?

Ans ทั้งสองศูนย์สอบ สิ่งที่เราเอาเข้าห้องสอบมีได้แค่ 2 อย่าง คือ เสื้อกันหนาว และ ขวดน้ำเปล่า (ต้องแกะฉลากออก ให้เหลือแต่ขวดใสๆ)

 

 

  • สิ่งที่ห้ามนำติดตัวไปสอบ IELTS

Ans ไม่ต้องนำเครื่องเขียนของเราไปเลย เพราะทางศูนย์สอบมีบริการให้

นาฬิกาก็ไม่ควรใส่ติดตัวไป เพราะห้ามใส่เข้าห้องสอบ ในห้องสอบมีนาฬิกาให้จ้าา

โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ต้องพกไปเยอะ เอาไปแค่ที่จำเป็น

ทางศูนย์สอบจะมี locker ให้ใส่เก็บของได้ แต่ก็เอาแต่สิ่งที่จำเป็นไปนะ

  • เข้าห้องน้ำระหว่างสอบ IELTS ได้ไหม?

Ans ในการสอบ 3 พาร์ท (Listening / Reading / Writing) เป็นการสอบต่อกันโดยไม่มีเวลาพักเบรก จึงสามารถเข้าห้องน้ำได้จ้า แต่ห้ามไปเข้าห้องน้ำ ในพาร์ท Listening (อย่าลืมว่าฟังได้แค่รอบเดียว) น้องๆไปเข้าห้องน้ำได้ในช่วงการสอบ Reading และ Writing แต่เวลาจะเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดเวลาให้นะ และห้ามเข้าห้องน้ำในช่วง 10 นาทีก่อนหมดเวลาแต่ละพาร์ท

 

 

  • ถ้ามาสอบ IELTS สาย เข้าสอบกลางคันได้ไหม?

Ans ถ้าเราเดินทางไปถึงห้องสอบ หลังจากที่กรรมการคุมสอบอธิบายรายละเอียดการสอบทั้งหมดเสร็จไปแล้ว จะไม่สามารถเข้าสอบได้ หมดสิทธิสอบรอบนั้นทันที เสียเงินฟรีเลยด้วย ดังนั้นเราควรเผื่อเวลาเดินทางให้ดี ไปถึงก่อนเวลาสอบจริงย่อมดีกว่าอยู่แล้วเนอะ

 

รีวิวเรียน IELTS
รีวิวเรียน IELTS ออนไลน์

  • ขอเลื่อนวันสอบ IELTS ได้ไหม?

Ans

British Council มีเงื่อนไขดังนี้

  • ทำเรื่องขอเลื่อนภายใน 5 สัปดาห์ ก่อนการสอบ (ทักษะแรก) = ไม่เสียค่าธรรมเนียม

  • น้อยกว่า 5 สัปดาห์ ก่อนการสอบ (ทักษะแรก) = จะถูกหักค่าธรรมเนียม 25%

  • น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการสอบ (ทักษะแรก) = ไม่สามารถเลื่อนสอบได้

  • การเลื่อนสอบจะต้องเลื่อนภายใน 3 เดือนนับจากวันสอบเดิม

*ในกรณีที่เลื่อนสอบไปแล้วคุณจะไม่สามารถเลื่อนสอบได้อีกและจะไม่สามารถขอคืนเงินค่าสอบได้

 

 

IDP มีเงื่อนไขดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงวันสอบ ต้องดำเนินการล่วงหน้าอย่างน้อย 5 สัปดาห์ก่อนถึงวันสอบ

  • และมีการหักค่าธรรมเนียมจากค่าสมัครสอบ 800 บาท

  • สามารถเลื่อนสอบ เปลี่ยนแปลงวันสอบได้ครั้งเดียวเท่านั้นในแต่ละครั้งของการจอง

 

 

  • ขอยกเลิกสอบ IELTS ก่อนถึงวันจริงได้ไหม?

Ans

British Council

สามารถยกเลิกการสอบได้ล่วงหน้า 5 สัปดาห์ก่อนการสอบ (ทักษะแรก) – จะได้รับเงินคืน 75% ของค่าสอบ

น้อยกว่า 5 สัปดาห์ ก่อนการสอบ (ทักษะแรก) – ไม่สามารถยกเลิกการสอบได้

โดยการคืนเงินค่าสอบจะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์

 

IDP

การยกเลิกสอบต้องดำเนินการล่วงหน้าอย่างน้อย 5 สัปดาห์ขึ้นไปก่อนวันสอบ โดยต้องดำเนินการผ่านทางออนไลน์เท่านั้น มีการหักค่าธรรมเนียมจากค่าสมัครสอบ 2,000 บาท สำหรับการยกเลิก

กรณียกเลิกสอบน้อยกว่า 5 สัปดาห์ก่อนวันสอบ ไม่สามารถดำเนินการขอยกเลิกได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งจะได้รับการพิจารณาเป็นรายกรณีไป

 

กรณีไม่ปรากฏตัวในวันสอบโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ถือว่าเป็นการยกเลิก ผู้เข้าสอบจะไม่ได้รับเงินค่าสอบคืน และผู้เข้าสอบจะต้องชำระค่าสอบอีกครั้ง หากต้องการสอบในครั้งต่อไป

 

*อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมการเลื่อนสอบหรือยกเลิกการสอบได้ที่

British Council → https://www.britishcouncil.or.th/exam/ielts/cancellation-refund-policy

IDP → https://www.ielts.idp.co.th/regular_plc_th.aspx

 

 

  • IELTS พาร์ท Listening เป็นลำโพงหรือหูฟัง?

Ans ตอนนี้ทั้ง 2 ศูนย์สอบเป็นหูฟังทั้งคู่เลยจ้าา โดยก่อนการสอบจริง กรรมการคุมสอบจะให้ทดสอบว่าหูฟังเสียงชัดเจนดีไหม ปรับความดังได้หรือเปล่า

 

  • สอบ IELTS Speaking วันเดียวกันไหม ห้องสอบเป็นยังไง?

Ans เราสามารถเลือกวันสอบ Speaking ได้ คือจะสอบวันเดียวกันเลย เช่น ช่วงเช้าสอบ 3 พาร์ท ช่วงบ่ายสอบ Speaking หรือสอบคนละวันก็ได้ตามที่ทาศูนย์สอบกำหนดในเว็บ

 

อย่างที่ได้บอกไปด้านบน ของ British Council จะสอบ Speaking ที่สถานที่สอบเดียวกันกับอีก 3 พาร์ท แต่อาจเปลี่ยนห้องสอบ

ส่วน IDP มักจะได้ไปสอบ speaking ที่สำนักงานศูนย์สอบ IDP ที่อยู่ตึก CP Tower ชั้น 4 พอเราสอบช่วงเช้าเสร็จ ช่วงบ่ายต้องเดินไปอีกที่นึงเพื่อสอบ แม้จะอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ก็ไม่สะดวกเท่าสอบสถานที่เดิม (แต่ก็แล้วแต่รอบสอบนะ บางทีก็มีได้สอบที่เดิม ต้องเช็คสนามสอบของตัวเองให้ดีในเว็บ)

 

ในพาร์ทของการสอบ Speaking ศูนย์สอบ British Council หลายคนบอกว่าดีกว่าในด้านความสะดวกสบายของสถานที่สอบ เพราะห้องสอบ Speaking มีเยอะกว่า มีพื้นที่ให้รอกว้างกว่า เราสามารถไปรอบริเวณห้องสอบล่วงหน้าได้เป็นชั่วโมง ถ้าเราไปถึงเร็ว อาจได้สอบก่อนเวลาที่กำหนดด้วย

แต่ของ IDP ควรไปถึงในช่วงเวลาที่กำหนด บวกลบไม่มาก เพราะบริเวณหน้าห้องสอบมีพื้นที่น้อย ห้องสอบค่อนข้างเล็กกว่า และแม้ว่าเราจะไปถึงห้องสอบก่อนกำหนด ก็ไม่ได้สอบเร็วกว่า สอบตามเวลาที่กำหนดเหมือนเดิม

 

 

  • คะแนน IELTS ออกเมื่อไหร่?

Ans เราสามารถเข้าไปเช็คผลสอบออนไลน์ได้ในเว็บไซต์ของศูนย์สอบที่เราสอบ

ผลคะแนนสอบแบบ computer ผลคะแนนออกเร็วกว่า คือ จะได้ผลการสอบภายใน 3-5 วัน ส่วนแบบกระดาษ ได้ผลการสอบภายใน 13 วัน

 

IDP มีให้ลงชื่อเพื่อรับ SMS แจ้งผล

ส่วนของ British Council มี e-mail แจ้งเตือนให้

หลังจากนั้นจะส่งผลสอบเป็นเอกสารมาให้ทางไปรษณีย์

 

 

  • ให้ศูนย์สอบส่งผลสอบ IELTS ให้มหาวิทยาลัยโดยตรงได้ไหม?

Ans ทำได้จ้า ตอนสมัครสอบ เราสามารถระบุมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้ส่งผลสอบไปให้ได้สูงสุด 5 ที่ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้าอยากได้มากกว่า 5 ที่ ต้องเสียเงินเพิ่มมหาวิทยาลัยละ 500 บาท ในศูนย์สอบ British Council (ส่วน IDP เสีย 550 บาท)

 

 

  • ยื่นคำร้องขอตรวจสอบคะแนน IELTS ได้ไหม?

Ans

ทั้ง British Council และ IDP ถ้าเรารู้สึกว่าคะแนนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น มั่นใจมากๆว่าต้องได้คะแนนเยอะกว่านี้สิ เราสามารถทำเรื่องขอยื่นตรวจสอบคะแนนอีกรอบได้ โดยใช้บริการ Enquiry on Results (EOR)

การขอตรวจคะแนนใหม่มีค่าธรรมเนียม (British Council - 4,000 บาท // IDP - 3,600 บาท) ทั้งแบบกระดาษและแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราจะได้รับเงินคืน ถ้าตรวจสอบแล้วคะแนนสอบ IELTS ผิดพลาดจริง ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทใดก็ตาม โดยต้องยื่นคำร้องขอตรวจคะแนนใหม่ภายใน 6 สัปดาห์หลังการสอบ ทั้งแบบกระดาษและแบบคอมพิวเตอร์

 สิ่งที่เราไม่ควรทำพลาดใน IELTS 

1. อ่านโจทย์ไม่แตก -- บางทีเราอาจจะพลาดจุดเล็กน้อยไปแบบไม่รู้ตัวได้ เพราะงั้นถ้าอ่านคำถามแล้วงง หรือตอบไม่ตรงคำถาม อาจทำให้เราพลาดคะแนนดีๆอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นอ่านคำถามให้ดี ให้เข้าใจ ห้ามอ่านโจทย์แบบคร่าวๆเพราะเราอาจเลือกคำตอบมาไม่ตรงกับที่โจทย์ถามนะจ๊ะ

2. สะกดผิด -- การสะกดผิดเกิดขึ้นได้จากสองสาเหตุหลักๆคือ

1) เราไม่รอบคอบ ไม่เช็คให้ดีอีกรอบก่อนส่งข้อสอบ -- สาเหตุแรกนั้นแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการเช็ค ตรวจทานคำตอบอีกรอบทุกครั้ง เพราะคนเราเผลอผิดพลาดแบบไม่รู้ตัวได้ทั้งนั้นแหละ ดังนั้นเพื่อความชัวร์ ต้องเช็คก่อนส่งทุกครั้งนะ

 

2) เราไม่คุ้นชินกับคำศัพท์นั้นดีพอ ทำให้เราไม่แน่ใจว่าสะกดยังไง -- สาเหตุที่สอง การที่เราสะกดผิดเพราะเราไม่แน่ใจว่าสะกดยังไงนั้น ถ้าอยู่หน้างานแล้ว ก็อย่าเสี่ยงสะกดไปแบบที่ตัวเราคิดว่าถูก เพราะคำศัพท์ภาษาอังกฤษเนี่ย ถ้าเราสะกดผิดไปนิดเดียว สลับตัวอักษรกันก็เปลี่ยนความหมายได้นะ ดังนั้นถ้าเราไม่มั่นใจจริงๆ ใช้ synonym ที่เรามั่นใจของคำนั้นแทนดีกว่า และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้อีก เราควรเพิ่มคลังคำศัพท์ อ่านให้เยอะขึ้น เราจะได้คุ้นชินกับคำศัพท์มากขึ้น

3. ใช้ศัพท์ซ้ำเยอะ -- ทั้งพาร์ท Writing และ Speaking ถ้าเราใช้ศัพท์เดิมๆซ้ำบ่อยเกินไป จะทำให้เราได้คะแนนไม่ดี เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเรามีคลังคำศัพท์ในหัวน้อย ทำให้ต้องใช้แต่คำเดิมๆที่เรารู้จัก ดังนั้นทางแก้คือ ต้องเพิ่มคลังคำศัพท์ในหัวให้มากขึ้น สะสมไปเรื่อยๆวันละนิดละหน่อย เราก็จะมีคำศัพท์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอง หรือถ้าน้องคิดว่าติวสอบเองคนเดียวน่าจะไม่รอด มาติวสอบ IELTS ที่ทั้งสนุกและได้ความรู้แน่่นๆไปกับพี่มิ้น Interboosters กัน เพราะพี่มิ้นมีเทคนิคการจำคำศัพท์ที่ไม่เหมือนใครและรับรองว่าจำได้ติดหัวไปจนตายแน่นอน!

4. ปล่อยว่าง ไม่ตอบ -- ทั้งพาร์ท Listening และ Reading ไม่แนะนำให้ปล่อยว่าง หรือไม่ตอบ เพราะ IELTS ไม่มีกฎว่าตอบผิดโดนหักคะแนน ดังนั้นถ้าเราไม่รู้คำตอบ ก็ลองโยนหัวก้อยเดา choice มั่วๆไป หรือเขียนตอบสิ่งที่คิดว่าน่าจะใช่ที่สุดไป บางทีอาจจะฟลุ๊กถูกขึ้นมาก็ได้นะ ตอบครบดีกว่าเว้นว่าง เพิ่มเปอร์เซนต์การได้คะแนนเพิ่มสักเล็กน้อยก็ยังดี

หนังสือ IELTS_edited.png

 เคล็ดลับการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูงๆ 

 

 

ก่อนอื่นน้องต้องทำความเข้าใจว่าการทำข้อสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูงต้องการอยู่ 2 ปัจจัย ได้แก่

  1. ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าข้อสอบต้องการอะไรจากเรา -- คือ ฉลาดเชิง test-wise ซึ่งสกิลนี้คนที่ได้คะแนน 8.5-9.0 ขึ้นไปสามารถสอนน้องได้เพราะนั่นแปลว่าเค้าแทบไม่พลาดเลยสักข้อ ต้องรู้จักข้อสอบดีจริงๆ แต่น้องเองก็ต้องฝึกจนกว่าน้องจะมีประสบการณ์กับข้อสอบมากพอจนทำได้แทบไม่ผิดเลย หรือจนกว่าน้องจะประยุกต์ใช้สิ่งที่สอนไปเข้าไปใช้ในข้อสอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ คนที่เก่งอังกฤษหลายคนถ้าขาดความเข้าใจข้อสอบ IELTS ก็อาจจะคะแนนน้อยลงไปกว่าที่ควรจะเป็นมาก แต่จุดนี้เป็นอะไรที่ถ้า get แล้วจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้องๆที่มีสกิลอังกฤษดีอยู่แล้วถ้าเรียนจนเข้าใจแนวข้อสอบคะแนนอาจจะขึ้นได้ประมาณ 0.5-1.5 คะแนนภายในเวลาไม่นาน
     

  2. ทักษะอังกฤษน้องต้องดีจริง ทั้ง vocab ทั้ง grammar -- น้องๆต้องแม่นทั้งคู่เลย เพราะบางทีรู้แนวข้อสอบ แต่ไม่รู้ศัพท์ยากหรือ grammar ง่ายๆ เติม s ไม่เติม s ยังผิดอยู่ พอถึงเวลาไปตอบใน writing หรือ speaking มันก็คงคะแนนไม่ดีเท่าไหร่ ปัจจัยนี้เป็นความยากของคนจำนวนมากที่พื้นฐานไม่แน่น และขอบอกตรงๆไม่อ้อมค้อมว่าจุดนี้มันต้องใช้เวลาพัฒนาค่อนข้างนาน แม้คนที่ผ่านเรื่องความเข้าใจข้อสอบแล้ว แต่ติดที่ทักษะอังกฤษ อาจต้องค่อยๆพัฒนาทักษะเป็นปี แต่ถ้าไม่ยากมันก็ไม่ท้าทายสิ อยากเก่งก็ต้องสู้วววค่าาา เรียน IELTS แล้วพูดเก่ง เขียนเก่ง มันจะมีข้อสอบไหนเน้นสกิลที่ใช้จริงเท่า IELTS พี่ว่าไม่ค่อยมีนะ

ถ้าน้องเรียนมาเยอะแล้วเจอปัญหาคะแนนไม่ขึ้นสักที

เคยได้ยินเรื่องราวคนที่สอบ IELTS 8-9 ครั้งแต่คะแนนขึ้นลงแค่ 0.5 ไหม? เช่นเดียวกับทุกข้อสอบที่ยาก สิ่งที่น้องต้องทำคือวิเคราะห์ตัวเองอย่างละเอียด ใช้ความคิดเยอะๆเลยว่าจุดอ่อนไหนที่น้องมี แล้วจุดไหนแก้ไขง่ายสุด >> น้องที่เรียนอินเตอร์มาอาจต้องเอาจุดแข็งด้าน listening กับ speaking มาทำให้คะแนนสูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ >> น้องที่รู้ตัวว่าฟังออกแต่สะกดผิดตลอด ก็มุ่ง dictation สักพักใหญ่ๆ เพราะการสะกดคำในภาษาอังกฤษมีกฎของมันอยู่ ถ้าทำเยอะจะเข้าใจ จำไว้ว่าข้อไหนที่ทำผิด จงอย่าให้อภัยตัวเองง่ายๆ วิเคราะห์ให้หนักว่าผิดเพราะอะไร แล้วทำแบบฝึกหัดย้ำข้อแบบนั้นเรื่อยๆ
 

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์พี่เอง ตอนที่พี่เตรียมตัวสอบ พี่รู้ว่า reading พี่มักจะตอบพลาดตรง true false not given พี่ก็ฝึกแต่ part นี้ ตั้งกฎให้ตัวเองว่าเวลาเจอแบบนี้ต้องไม่พลาดอีก ทำไปเรื่อยๆมันก็จะไม่มีวันผิดเอง จงอุดจุดด้อยแบบนี้นะจ้ะ

 

ขอเล่าสู่กันฟังว่า จุดร่วมของคนที่เรียนไปแล้วคะแนนไม่ขึ้น คือ ทำข้อสอบเสร็จแล้วอยากเฉลย + เปลี่ยนไปอันต่อไปเลย เวลาผิดก็แค่ โอ่ยยยยยย เกือบตอบแล้วเชียววว แล้วก็ผ่านไปแบบไม่คิดอะไร ไม่ใส่ใจเฉลยอย่างละเอียด ไม่วิเคราะห์ตัวเอง ไม่สร้างกฎให้ตัวเองว่าถ้าต่อไปถ้าเจอแบบนี้อีกต้องทำยังไง ถ้าน้องอยากได้คะแนนสูงๆ ทำแบบนี้ไม่ได้นะจ้ะ
 

ส่วนตัวพี่ไปศึกษาข้อสอบแต่ละส่วนจนพี่เข้าใจว่ามันต้องทำยังไงถึงจะได้คะแนนสูงๆ อ่านหนังสือหลายตำราจนรู้ว่าแต่ละตำราไม่ได้เชื่อได้ทั้งหมด และครูฝรั่งที่สอนหลายคนก็เชื่อไม่ได้ทั้งหมดถ้าเค้าไม่เข้าใจข้อสอบ IELTS จริงๆ หรือถ้าเค้าสอนเพื่อมุ่งแค่คะแนน 6.5 แต่เราต้องการ 8.0 อัพ ดังนั้นเคล็ดลับแต่ละ part มีเยอะมากๆ และค่อนข้างละเอียดด้วย (เรียนแล้วจะรู้ว่าเยอะจริง) พี่มิ้นรับให้คำปรึกษากับน้องๆศิษย์เก่าคอร์สอื่นๆ และพี่จะแชร์ tips เด็ดๆในคอร์ส IELTS ของพี่นะจ้ะ มาฝึกด้วยกัน สู้!
 

เอาล่ะ! เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็หวังว่าข้อมูล IELTS ที่พี่ได้รวบรวมมาให้ทั้งหมดนี้จะช่วยให้น้องๆเข้าใจข้อสอบ IELTS มากขึ้น และรู้ว่าควรเตรียมตัวสอบ IELTS ยังไงให้ได้คะแนน IELTS สูงๆอย่างที่หวังไว้กันเนอะ!
 

สำหรับน้องๆคนไหนที่เตรียมตัวสอบ IELTS ด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่ายังจับจุดข้อสอบไม่ได้ ทำข้อสอบไม่ทัน กำลังคิดว่าเรียน IELTS ที่ไหนดี? InterBoosters มีคำตอบ! มาติวสอบเพิ่มความมั่นใจ เพิ่มเทคนิคทำข้อสอบ IELTS โดยเฉพาะ มาอัพคะแนนกับพี่มิ้น IELTS 8.5 และทีม Examiners ด้วยกันในคอร์ส IELTS Online คอร์สเดียวจบ ครบทุกสกิล! รับรองว่าน้องๆจะเรียนสนุก เรียนเข้าใจ ได้ทริคเพียบ คะแนนพุ่งขึ้นแน่นอน :D

Screen Shot 2564-12-20 at 17.10.06.png