InterBoosters

@ Siam soi 6

Screen Shot 2019-05-30 at 4.01.56 PM.png
  • Facebook
  • YouTube
  • ig
  • Twitter
  • Follow Us

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการสอบ IELTS

และเคล็ดลับการเพิ่มคะแนน IELTS ด้วยตัวเอง 

1. IELTS คืออะไร?   
       
ข้อสอบ IELTS (International English Language Teaching System) เป็นข้อสอบวัดระดับความสามารถในการสื่อสารทางภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ วัดทักษะทั้ง 4 skills ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน คะแนนเต็ม 9.0 (จากประสบการณ์ที่สอบถามมา คนไทยส่วนใหญ่ได้ overall 5.5-6.5 เด็กอินเตอร์ส่วนใหญ่ได้ 7.0-7.5 ส่วนคณะในไทยส่วนใหญ่ต้องการ 6.5 ขึ้นไป) IELTS ไม่มีคำว่าสอบตก/สอบผ่าน มีแต่ได้เยอะน้อยแค่ไหนและคะแนนผ่านเกณฑ์คณะหรือมหาลัยที่อยากเข้าไหม นักเรียนส่วนใหญ่สอบเพื่อเรียนต่อปริญญาตรี/โท ภาคอินเตอร์ในเมืองไทย หรือศึกษาต่อต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) หรือบางคนสอบ IELTS เพื่อทำวีซ่าต่างประเทศ ค่าสอบ Regular IELTS ปัจจุบันราคา 6,900 บาท สมัครสอบทางเว็ปไซต์ British Council หรือว่า IDP ก็ได้ เปิดสอบเดือนละประมาณ 4 ครั้ง ผลคะแนนเก็บไว้ได้ 2 ปี ได้ผลสอบใน 13 วัน
           

รายละเอียดการสอบ 4 ทักษะ (IELTS Academic)

  1. Listening (30 นาที) --- น้องจะได้ฟังเนื้อเรื่องจากCD ซึ่งเนื้อหาจะประกอบไปด้วยการสนทนาตั้งแต่เรื่องทั่วไป เช่น จองโรงแรม โทรหาช่างซ่อมรถ ไปจนถึงฟังคนพูดบรรยายคนเดียวเนื้อหาวิชาการเหมือนเรียนในมหาลัยจริง  เราจะได้ฟังเทปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ระหว่างที่สอบจะมีเวลาให้ในการอ่านคำถาม และในช่วงท้ายจะมีเวลาให้คัดลอกและตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบใน Answer Sheet อีก 10 นาที (ดังนั้นตอนทำคือเขียนลงไปใน Question booklet ได้เลย แต่เขียนให้ตัวเองอ่านออกนิดนึงเพราะเดวต้องลอกคำตอบตอนท้ายส่ง) ความยากของการสอบ listening IELTS คือคนไทยหลายคนฟัง s ไม่ออก สะกดคำยาวๆผิด และการโดนข้อสอบหลอก เพราะในข้อสอบจะมี choice หลอกอยู่จำนวนมาก จึงต้องฟังออกจริงๆว่าข้อไหนคือข้อที่คำถามต้องการอย่างแท้จริง และบางคนหลุด 1 ข้อแต่ยังไม่รู้ตัวว่าข้อนั้นผ่านไปแล้ว (ข้อสอบพูดเรียงตามข้อไปเรื่อยๆ บางครั้งคำตอบมาช้ามาก บางครั้งมาเร็วติดกันเขียนแทบไม่ทัน)

  2. Reading (60 นาที) --- มีเนื้อเรื่องให้อ่าน 3 บทความ บทความละประมาณ 1 หน้าเอสี่ แบ่งเวลาเองใน 1 ชั่วโมง ทั้งหมด 40 คำถาม บทความเหล่านี้ได้มาจากหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ในทุกๆ เรื่องเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะทางใดทางหนึ่ง เนื้อหาเป็นไปได้ตั้งแต่ วิธีการทำกระจก ประวัติบุคคล พฤติกรรมสัตว์ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ คนส่วนมากมีปัญหาอยู่ที่ทำไม่ทัน, แปลไม่ออก เพราะคำศัพท์มีความ formal และมีศัพท์ยากแฝงอยู่บ่อยๆ และหลายคนตอบผิดเพราะไม่เข้าใจว่าข้อสอบต้องการอะไรจากเรา (ไม่แม่นเทคนิคข้อสอบ)

  3. Writing (60 นาที) --- จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ให้เวลา 60 นาทีแบ่งเวลาในแต่ละส่วนเอง part1 คือการเขียนอธิบายข้อมูลที่ให้มาในรูปแบบกราฟ ตาราง แผนผัง แผนที่ เราจะต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ โดยที่ต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำเป็นอย่างต่ำ แต่ไม่ควรเกิน 170-180 คำ // part 2 คือ การเขียนเรียงความacademic essay แสดงความคิดเห็น หรือหาทางออกของปัญหา หรือวิจารณ์หัวข้อที่ให้มา โดยต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ ความยากส่วนใหญ่ของเด็กๆอยู่ที่เขียนไม่ทัน และการเขียนออกนอกเรื่อง (มักไม่รู้ตัว) การเรียนเขียน essay สำหรับ ielts จึงค่อนข้างจำเป็น เพราะน้องๆต้องการคนที่แก้ essay ให้น้องๆได้เพื่อการพัฒนา

  4. Speaking (11-14นาที) --- การสอบพูดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป เรื่องในชีวิตประจำวัน เช่น ครอบครัว ที่อยู่อาศัย อาชีพ การเรียน วันเกิด เป็นต้น ส่วนที่สอง กรรมการจะมีเวลาให้เตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที โดยจะมีบัตรคำถามมาให้ และจะให้เราพูดคนเดียวประมาณ 2 นาที เช่น ข่าวดีที่ได้รับ, ของขวัญที่ประทับใจ, หนังสือที่เคยอ่าน เป็นต้น และส่วนสุดท้ายจะมีลักษณะคล้ายกับการพูดโต้ตอบกันในหัวข้อที่ได้จากส่วนที่สองในหัวข้อที่เน้นการคิดวิเคราะห์และอธิบาย concept ที่ลึกซึ้งขึ้น เช่น การศึกษาอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร, อะไรเป็นปัจจัยให้คนลาออก (สมมติได้เรื่องงาน), ความรับผิดชอบของบริษัทมีอะไรบ้าง (สมมติได้เรื่องบริษัท) เป็นต้น การสอบพูดจะเป็นการพูดคุยกับฝรั่ง (examiner) ซึ่งเป็นข้อดีว่าถ้าไม่เข้าใจสามารถถาม หรือให้ทวนคำถามได้เหมือนกับการพูดคุยกับคนปกติ นอกจากนี้น้องยังสามารถเลือกตอนสมัครสอบได้ว่าต้องการสอบพูดช่วงบ่ายหลังจากสอบข้อเขียนเสร็จวันนั้นเลย หรือสอบวันอื่นในสัปดาห์เดียวกัน (พี่แนะนำ option สอบคนละวันอย่างยิ่ง เพราะส่วนตัวรู้สึกมีเวลาเตรียมตัว speaking เต็มที่ คะแนนมีสิทธิ์สูงกว่า)


น้องสามารถเข้าไปดูตัวอย่างการตอบ speaking IELTS ที่ดีได้ในคลิปyoutube นี้


น้องสามารถเข้าไปดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS ทั้ง 4 skills ได้ที่ link นี้

** น้องสามารถหาซื้อข้อสอบ IELTS ของ Cambridge เล่มสีม่วงดำที่เป็นเล่ม official ได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป หรือเว็ปไซต์หลายเว็ปมีข้อสอบให้ทำฟรีจำนวนมาก เสิร์ชยังไงก็เจอ

 

2. IELTS Academic กับ General Training ต่างกันยังไง?
         ตอนสมัครสอบ IELTS เค้าจะมีให้เลือกข้อสอบ 2 ประเภท  คือ Academic (รอบสอบเยอะกว่า) กับ General Training (รอบสอบน้อยกว่า) ข้อแตกต่างคือ IELTS Academic เป็นข้อสอบเพื่อใช้เพื่อการศึกษาต่อปริญญาตรี โท เอกในคณะอินเตอร์ในไทยหรือในต่างประเทศ ฉะนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จะต้องเลือกสอบ IELTS Academic กันนะจ้ะ // ส่วน IELTS General Training เป็นข้อสอบสำหรับคนที่จะไปทำงานในต่างประเทศ หรือเพื่อฝึกอบรม โดยเฉพาะคนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งข้อสอบจะวัดทักษะภาษาอังกฤษระดับพื้นฐาน (ส่วน Reading กับ Writing ของ General Training จะมีความง่ายกว่าแบบ Academic นั่นเอง

น้องสามารถเข้าไปดูตัวอย่างข้อสอบ IELTS Academic กับ General Training ได้ที่ link นี้

3. IELTS UKVI คืออะไร?
        พี่ขอเรียกมันว่าข้อสอบ IELTS แบบแพง (Academic/General Training 8,800 บาท และ 6,600 บาทสำหรับ IELTS Life Skills A1,B1 ราคาเปลี่ยนไปมาตามค่าเงินปอนด์นะจ้ะ มันเคยขึ้นไปเกินหมื่นบาท wow!) มันคือข้อสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการอนุมัติจากกองวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหราชอาณาจักร ดังนั้นจุดมุ่งหมายหลักคือสำหรับคนที่จะยื่น visa ไปประเทศอังกฤษ ใครจะสมัครวีซ่าประเภทใด ต้องสอบตัวไหน คะแนนขั้นต่ำเท่าไหร่มีลิสต์ไว้อย่างละเอียดใน the UK Home Office’s list of Secure English Language Tests (หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SELT tests) ถ้าต้องการผลสอบเพื่อใช้ในการสมัครวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมือง(UKVI) สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กองวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหราชอาณาจักร

สำหรับคนที่สอบ IELTS UKVI เพื่อเรียนต่อ จริงๆข้อสอบ IELTS UKVI เหมือนกับ Regular IELTS ทุกประการ แต่มันจะมีเงื่อนไขว่าสอบแบบแพงจะได้ไปเรียน Pre-sessional Course แม้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ แต่สอบ Regular IELTS ต้องคะแนนถึงเกณฑ์เขาเท่านั้น ก็จ่ายแพงนี่นะ ได้สิทธิพิเศษหน่อย 

 

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยต้องการ IELTS 6.5 โดยที่แต่ละพาร์ทไม่ต่ำกว่า 6.0  แต่น้องสอบ regular IELTS ได้เพียง 6.0 ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย น้องจะไม่สามารถใช้คะแนนนี้ในการยื่นสมัคร Pre-sessional Course ของมหาวิทยาลัย และยื่นสมัครวีซ่าได้ครับถ้าเป็น IELTS แบบเดิม (ต้องเสียเงินสอบใหม่) แต่ UKVI สามารถใช้ยื่น Pre-sessional Course ได้เลย ไม่ต้องสอบใหม่ แม้ว่าจะไม่ผ่านเกณฑ์ เรียกว่าเหมาะสำหรับทั้งคนที่ได้ Unconditional Offer แล้ว และคนที่ได้ Conditional Offer จากมหาวิทยาลัย เผื่อในกรณีที่เราพลาด หรือคาดว่าอาจจะทำคะแนนไม่ถึงจ้า
 

4. สมัครสอบอย่างไร? -- สมัครทางออนไลน์เท่านั้นจ้ะ ดูวิธีสมัครแบบละเอียดในคลิปด้านล่างได้เลย 

หรือให้พี่ที่สถาบันสอนสมัครให้ เพราะตอนนี้ British Council กับ IDP ไม่ได้รับสมัครหน้าเคาน์เตอร์แล้ว แต่ถ้าน้องต้องการความช่วยเหลือ InterBoosters ช่วยสมัครให้นักเรียนทุกคนจ้า

การสมัครสอบ IELTS ออนไลน์ กับ IDP 

 

  • หน้าตาเพจตอนสมัครสอบกับ IDP น้องจะเจอกับหน้าต่างด้านล่างแบบนี้ ให้น้องเลือกประเทศ จังหวัด ประเภทข้อสอบที่จะสอบ และเลือกวันที่จะสอบว่าจะสอบพูดวันเดียวกันกับข้อเขียน หรือสอบคนละวัน/ สอบกับคอมพิวเตอร์ / สอบที่ wallstreet**

  • สำหรับต่างจังหวัด น้องสามารถสอบได้ที่ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น นครปฐม นครราชสีมา แต่รอบสอบน้อยกว่ากรุงเทพเยอะ (ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง)​

**  อธิบายเพิ่มเติม

  • สำหรับการสอบในกรุงเทพฯ ถ้าน้องมีเวลาพี่ขอแนะนำให้น้องเลือกวันสอบ speaking คนละวันกับวันสอบข้อเขียน คือเลือกที่ Monday Interview หรือ Sunday Interview (มันหมายถึงสอบข้อเขียนวันเสาร์ และค่อยไปสอบพูดวันจันทร์หรือวันอาทิตย์ที่จะถึง)  ถ้าเลือก Thursday หรือ Saturday Interview คือสอบ 4 skills พร้อมกันในวันเดียว จากประสบการณ์ส่วนตัวการมีเวลาเตรียมตัวสอบ speaking 1-2 วัน ช่วยให้ตอบได้ดีขึ้น โดย IDP จะส่งอีเมล์คอนเฟิร์มวันเวลาสถานที่สอบมาให้ประมาณ 3 วันก่อนวันสอบ ฉะนั้นใจเย็นๆรอ confirmation ว่าได้สอบ speaking ที่ไหนเวลาไหน ในบางเคสที่สอบ speaking ทีหลังการสอบข้อเขียนเค้าอาจจะแจ้งวันสอบข้อเขียนว่าเราได้ speaking รอบกี่โมง

  • Computer-delivered IELTS จะค่าสอบแพงกว่าแบบปกติ (7500 บาท) จะเป็นการสอบข้อเขียน 3 อย่างกับคอมพิวเตอร์ แต่สอบพูดกับ examiner ปกติ ข้อดีของการสอบนี้คือได้ผลสอบใน 5-7 วัน (ถ้าเลือกสอบแบบregular IELTSจะได้ผลสอบใน 13 วัน) สำหรับคนที่ต้องการผลสอบเร็วขึ้น สถานที่สอบของ IDP อยู่ที่ FYI Center เยื้องๆศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
    --> https://www.ielts.idp.co.th/computer_th.aspx ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ IELTS บนคอมพิวเตอร์

  • สอบที่ Wall-Street English จะมีเปิดสอบเดือนละแค่ 1 ครั้ง จะสอบที่ Wall Street English ชั้น 5 Union Mall ลาดพร้าว ราคาเท่ากับปกติ (6,900 บาท) ฉะนั้นเหมาะกับคนที่บ้านใกล้แถวลาดพร้าวมากกว่าโรงแรมมณเฑียร 

การสมัครสอบ IELTS ออนไลน์กับ British Council

        ตอนเรา log in เข้ามาแล้ว จะเจอกับหน้าต่างแบบนี้ น้องก็เลือกจังหวัด (พี่เลือก Bangkok) และประเภทข้อสอบ (Academic หรือ General Training) แล้วก็ดูวันสอบ Writing กับ Speaking (เลือก a.m. or p.m. ได้เลยเห็นไหม) ดูสถานที่สอบให้ดีเพราะมันมีเปลี่ยนไปสอบที่อื่นบ้าง (ช่องสามเขียนว่า Pathumwan Princess เดินทางไปให้ถูกนะจ้ะ) แล้วก็กด Register online

ไม่มีอะไรยาก พอเข้าไปข้างในก็แค่กรอกข้อมูลชื่อให้ตรงบัตรประชาชน และอัพโหลดรูป id card ของเราลงไปตามระบุ จ่ายเงินด้วย credit card หรือจ่ายกับธนาคารก็ได้มีปุ่มให้เลือก เสร็จ! รอ confirmation!

 

5. สอบ IELTS ของที่ไหนดี? British Council หรือ IDP ดีกว่า?

        สอบที่ไหนก็ราคาเดียวกัน ข้อสอบเดียวกัน ผลสอบใช้ได้เหมือนกัน ประเทศไทยสำนักงานหลัก British Council ตั้งอยู่สยามแสควร์ และที่เชียงใหม่ ส่วน IDP Education สำนักงานหลักตั้งอยู่ที่สีลม (เผื่อใครต้องการติดต่อโดยตรง สะดวกสีลมหรือสยามมากว่ากัน) แต่รายละเอียดปลีกย่อยส่วนตัวที่รู้สึกคือ 

 

  1. เวลาโทรถามข้อมูล British Council พนักงานน้อย ตอบไม่คล่อง เกือบทุกครั้งที่โทรไปถามข้อมูลทีรอสายนานถึงนานมาก (พี่เคยโทรไปมากกว่า 5 รอบ รอนานเกือบทุกรอบ) IDP มีรอบ้างแต่ไม่นานเท่า พนักงานดูรู้งานดีกว่า ตอบไวชัดเจน แต่แอบดุๆ

  2. Websiteสมัครสอบ ส่วนตัวพี่ว่า British Council เว็ปโบราณกว่า แต่สมัครสอบออนไลน์ง่ายกว่า ชัดเจนกว่าเวลาเลือกวันเวลาสอบ มีเขียนบอก a.m. p.m. ชัดเจนตอนเลือกสอบ speaking // idp ทำเว็ปดูทันสมัยกว่า format อ่านง่ายกว่า แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าข้อมูลดูยากกว่าว่าสอบ speaking ตอนไหนกันแน่ข่ะ 

  3. สถานที่สอบ -- พี่ว่านี่คือปัจจัยสำคัญสุดในการเลือกจ้ะ ส่วนตัวพี่เคยไปสอบมาทั้ง British และ IDP ข้อสอบเหมือนกันทุกประการ อาจารย์examinerใจดีทั้งสองที่เลย(อันนี้คงแล้วแต่ดวง แต่เค้ามีมาตรฐานให้การให้คะแนนอยู่แล้ว) ฉะนั้นจงเลือกที่ๆสถานที่สอบใกล้บ้านดีที่สุด ถ้าเป็นกรุงเทพ British council ส่วนใหญ่จะสอบที่โรงแรม Landmark ทั้งข้อเขียนและ speaking โรงแรมอยู่ติดบีทีเอสนานา ทางออก 2 เดินแป๊บเดียวถึง(ประมาณ 50 เมตร) เหมาะสำหรับคนที่สะดวกเดินทางไปเองด้วยรถไฟฟ้า ข้อเสียคือโรงแรมเล็ก ส่วนที่ลงทะเบียนสอบตอนเช้าค่อนข้างแออัดมากๆ ต่อแถวนาน ห้องสอบก็นั่งติดๆกันไปหน่อย อึดอัดอะพี่อ้วน บางครั้ง British Council จะมีเปิดสอบที่โรงแรม Novotel สยามแสควร์ด้วย แต่รอบน้อยมากเต็มเร็ว เลยไม่เคยสอบที่นี่สักที // ส่วน IDP ส่วนใหญ่จะสอบข้อเขียนที่โรงแรมมณเฑียร ซึ่งไม่ติดรถไฟฟ้าขนาดนั้น เดินไกลถ้าไปเอง ค่อนข้างสู้ชีวิต ถ้าไปรถจะสะดวกกว่า แต่ยังอยู่ในเมือง ห้องสอบใหญ่กว่า ส่วนที่ลงทะเบียนไม่แออัด และหากสอบกับ IDP มีโอกาสได้ไปสอบspeaking ที่ IDP สีลม หรือบางครั้งก็สอบที่โรงแรมมณเฑียรเลย ก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วแต่สะดวก


สมัครสอบกับ IDP คลิกที่นี่
สมัครสอบกับ British Council คลิกที่นี่

 

6. วิธีการคำนวณคะแนน IELTS

         เวลาคำนวน overall band score กฎง่ายๆคือเอา 4 skills ทุกอันมารวมกัน หารสี่ ถ้ามากกว่า .25 ปัดขึ้นเป็น .5 
 

เช่น ถ้าได้ Listening: 6.5 / Reading: 6.5 / Writing: 5.0 / Speaking: 7.0

วิธีคิด 6.5+6.5+5.0+7.0 =  25 ÷ 4 = 6.25  ปัดขึ้นกลายเป็น 6.5

7. การเลื่อนสอบหรือยกเลิกการสอบ IELTS หลังจากสมัครไปแล้ว

        น้องสามารถเลื่อนหรือยกเลิกการสอบได้ 35 วันก่อนวันสอบจริงเท่านั้น (ถ้าเลทกว่านั้นจะต้องไปสอบตามเดิมเท่านั้นจ่ะ หรือไม่ก็ขาดสอบไม่ได้เงินคืน) และเลื่อนได้แค่ครั้งเดียวไปวันสอบก่อนหน้า หรือวันสอบครั้งถัดไปเท่านั้น มีค่า fee ในการเลื่อนสอบ 800 บาทและค่ายกเลิก 1400 บาท แนะนำติดต่อ British Council หรือ IDP โดยตรงจะได้ไม่พลาด

8. สมัคร general training ไปแล้วเปลี่ยนไปสอบ academic ได้ไหม

        ได้ แต่การแก้ไขตรงนี้ต้องทำ 14 วันก่อนวันสอบ ถ้าที่นั่งเต็มจะโดนย้ายไปวันสอบถัดไปที่ที่นั่งยังว่าง การแก้ไขมีค่า fee 500 บาท ต้องเก็บใบเสร็จเอาไว้ด้วยนะจ้ะถ้าอยากจะแก้ไข

9. เคล็ดลับการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูงๆ

ก่อนอื่นน้องต้องทำความเข้าใจว่าการทำข้อสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูงต้องการอยู่ 2 ปัจจัย ได้แก่ 

 

  1. ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าข้อสอบต้องการอะไรจากเรา คือฉลาดเชิง test-wise ซึ่งสกิลนี้คนที่ได้คะแนน 8.5-9.0 ขึ้นไปสามารถสอนน้องได้เพราะนั่นแปลว่าเค้าแทบไม่พลาดเลยสักข้อ ต้องรู้จักข้อสอบดีจริง แต่น้องเองก็ต้องฝึกจนกว่าน้องจะมีประสบการณ์กับข้อสอบมากพอจนทำได้แทบไม่ผิดเลย หรือจนกว่าน้องจะประยุกต์ใช้สิ่งที่สอนไปเข้าไปใช้ในข้อสอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ คนที่เก่งอังกฤษหลายคนถ้าขาดความเข้าใจข้อสอบ ielts ก็อาจจะคะแนนน้อยลงไปกว่าที่ควรจะเป็นมาก แต่จุดนี้เป็นอะไรที่ถ้า get แล้วจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้องๆที่มีสกิลอังกฤษดีอยู่แล้วถ้าเรียนจนเข้าใจแนวข้อสอบคะแนนอาจจะขึ้นได้ประมาณ 0.5-1.5 คะแนนภายในเวลาไม่นาน  

  2. ทักษะอังกฤษน้องต้องดีจริง ทั้ง vocab ทั้ง grammar ทั้งคู่เลย เพราะบางทีรู้แนวข้อสอบ แต่ไม่รู้ศัพท์ยากหรือ grammar ง่ายๆ เติม s ไม่เติม s ยังผิดอยู่ พอถึงเวลาไปตอบใน writing speaking มันก็คงคะแนนไม่ดีเท่าไหร่ ปัจจัยนี้เป็นความยากของคนจำนวนมากที่พื้นฐานไม่แน่น และขอบอกตรงๆไม่อ้อมค้อมว่าจุดนี้มันต้องใช้เวลาพัฒนาค่อนข้างนาน แม้คนที่ผ่านเรื่องความเข้าใจข้อสอบแล้ว แต่ติดที่ทักษะอังกฤษ อาจต้องค่อยๆพัฒนาทักษะเป็นปี แต่ถ้าไม่ยากมันก็ไม่ท้าทายสิ อยากเก่งก็ต้องสู้วววค่าาา เรียน IELTS แล้วพูดเก่ง เขียนเก่ง มันจะมีข้อสอบไหนเน้นสกิลที่ใช้จริงเท่า IELTS พี่ว่าไม่ค่อยมีนะ

    ถ้าน้องเรียนมาเยอะแล้วเจอปัญหาคะแนนไม่ขึ้นสักที (เคยได้ยินเรื่องราวคนที่สอบ 8-9 ครั้งแต่คะแนนขึ้นลงแค่ 0.5 ไหม) เช่นเดียวกับทุกข้อสอบที่ยาก สิ่งที่น้องต้องทำคือวิเคราะห์ตัวเองอย่างละเอียด ใช้ความคิดเยอะๆเลยว่าจุดอ่อนไหนที่น้องมี แล้วจุดไหนแก้ไขง่ายสุด เช่น น้องที่เรียนอินเตอร์มาอาจต้องเอาจุดแข็งด้าน listening กับ speaking มาทำให้คะแนนสูงที่สุดที่จะเป็นไปได้  หรือน้องคนไหนที่รู้ตัวว่าฟังออกแต่สะกดผิดตลอด ก็มุ่ง dictation สักพักใหญ่ๆ เพราะการสะกดคำในภาษาอังกฤษมันมีกฎของมันอยู่ถ้าทำเยอะพอจะเข้าใจ จำไว้ว่าข้อไหนที่ทำผิด จงอย่าให้อภัยตัวเองง่ายๆ วิเคราะห์ให้หนักว่าผิดเพราะอะไร แล้วทำแบบฝึกหัดย้ำข้อแบบนั้นเรื่อยๆ เช่น ตอนที่พี่เตรียมตัวสอบ พี่รู้ว่า reading พี่มักจะตอบพลาดตรง true false not given พี่ก็ฝึกแต่ part นี้ ตั้งกฎให้ตัวเองว่าเวลาเจอแบบนี้ต้องไม่พลาดอีก ทำไปเรื่อยๆมันก็จะไม่มีวันผิดเอง จงอุดจุดด้อยแบบนี้นะจ้ะ

    ขอเล่าสู่กันฟังว่า จุดร่วมของคนที่เรียนไปแล้วคะแนนไม่ขึ้น คือ ทำข้อสอบเสร็จแล้วอยากเฉลย + เปลี่ยนไปอันต่อไปเลย เวลาผิดก็แค่ โอ่ยยยยยย เกือบตอบแล้วเชียววว แล้วก็ผ่านไปแบบไม่คิดอะไร ไม่ใส่ใจเฉลยอย่างละเอียด ไม่วิเคราะห์ตัวเอง ไม่สร้างกฎให้ตัวเองว่าถ้าต่อไปถ้าเจอแบบนี้อีกต้องทำยังไง ถ้าน้องอยากได้คะแนนสูงๆ ทำแบบนี้ไม่ได้นะจ้ะ

 

      ส่วนตัวพี่ไปศึกษาข้อสอบแต่ละส่วนจนพี่เข้าใจว่ามันต้องทำยังไงถึงจะได้คะแนนสูงๆ อ่านหนังสือหลายตำราจนรู้ว่าแต่ละตำราไม่ได้เชื่อได้ทั้งหมด และครูฝรั่งที่สอนหลายคนก็เชื่อไม่ได้ทั้งหมดถ้าเค้าไม่เข้าใจข้อสอบ IELTS จริงๆ หรือถ้าเค้าสอนเพื่อมุ่งแค่คะแนน 6.5 แต่เราต้องการ 8.0 อัพ ดังนั้นเคล็ดลับแต่ละ part มีเยอะมากๆ และค่อนข้างละเอียดด้วย (เรียนแล้วจะรู้ว่าเยอะจริง) รับให้คำปรึกษากับน้องๆศิษย์เก่าคอร์สอื่นๆ และพี่จะแชร์ tips เด็ดๆในคอร์ส ielts ของพี่นะจ้ะ มาฝึกด้วยกัน สุ้!